ReadyPlanet.com
Why Art Trading?

 

 


 

สังคมทุนนิยม... บ้าไปแล้ว

 

เครดิตภาพจาก google



วันหนึ่ง .. ขณะที่ผมกำลังเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง บังเอิญจะเป็นโชค หรือชะตาอะไรก็ไม่ทราบ มีเพื่อนสมัยมัธยมปลายเดินเข้ามาทัก (อย่าถามว่าผมจำได้ไหม) 

หลังพูดคุยเพื่อท้าวความกันได้สักพัก เพื่อนก็เอ่ยปากชวนไปดื่มกาแฟ และพูดคุยกันเพื่อระลึกความหลัง ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน ผมก็เดินตามไปอย่างง่ายดาย พร้อมกับลืมธุระที่ต้องทำไปเสียสิ้น...

เพื่อนไม่ได้มาทำธุระคนเดียว แต่มาเพื่อนัดเจอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอน ผมไม่รู้จัก

หลังจากแนะนำตัวกันพอเป็นพิธี และ พูดคุยกันมาถึงจุดหนึ่ง (เกือบชั่วโมง) ผมก็ได้รับรู้ว่า เพื่อนผม และ เพื่อนใหม่ ต่างก็เป็นเจ้าของกิจการ และยังเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วยกันทั้งสิ้น แหม ... อาชีพยอดฮิตจริง ๆ

บรรยากาศในการพูดคุยเริ่มจะดีแล้ว แต่จู่ ๆ ผมก็สังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของ เพื่อนกลุ่มนี้ หลังจากที่มีความพยายามจะวกเนื้อหาการสนทนา เข้ามาสู่การลงทุน คือ

คนที่ 1 : "ผมมองว่า ธุรกิจสื่อสารยังมีโอกาสไปได้ดี ผมกะจะรอช้อนซื้อ หุ้น .... เพื่อถือระยะกลาง" พร้อมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบกุญแจรถเยอรมันยี่ห้อหนึ่ง ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

คนที่ 2 : "ผมเห็นด้วย แต่ยังไงในระยะยาว ผมยังมองไปยังธุรกิจสุขภาพ ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่าอยู่ดี" พร้อมกับล้วงกระเป๋า และหยิบกุญแจรถเยอรมันอีกยี่ห้อหนึ่ง ขึ้นมาวางบนโต๊ะเช่นกัน

ในระหว่างที่ผมกำลังงุนงงอยู่นั้น ...เพื่อนผมก็เอ่ยปากออกมาว่า

เพื่อนผม : "ที่พวกนายพูดมันก็ถูก แต่โดยส่วนตัวเรา เราว่า ณ จังหวะนี้ เราขอสวนความคิดพวกนาย ด้วยการ Short กลุ่มพลังงาน น่าจะดีกว่า" พร้อมกับล้วงกระเป๋า และหยิบกุญแจรถยี่ห้อที่ผมคุ้นเคยมาก (เห็นคุณตัน ชอบโชว์บ่อย ๆ) ขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมเคาะเบา ๆ สองครั้ง แล้วหันหน้ามองมาที่ผม

ผมมองหน้ามันกลับ ... พร้อมเลิกคิ้วในลักษณะตั้งคำถามในใจ (แบบว่ารู้กัน) ว่า "มึงเอาจริงเหรอ" ....... เพื่อนพยักหน้า ในลักษณะยืนยัน

ผมคิดในใจว่า มันจะกดดันกันเกินไปแล้ว อะไรกันว่ะ ไอ้พวกนี้มันวัดคุณค่าของคำพูดด้านการลงทุน แต่กลับทำข่มกันด้วย ยี่ห้อรถที่ขับ มันบ้าไปแล้ว!!!

ผมคิดว่า อุตส่าห์ลาออกจากการทำงานประจำมา เพื่อหลบหนีจากสังคมจอมปลอม มานั่งอยู่บ้านเทรดไปวัน ๆ เพื่อหาความสุขให้กับตัวเอง แต่กลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก !!!

แต่เด็ก Art อย่างผมก็มีศักดิ์ศรีนะครับ ย่อมไม่ยอมให้ใครมาหยามได้เป็นเด็ดขาด (จริง ๆ แล้วหยามไปเถอะ ผมไม่รู้สึกหรอก)

ผมค่อย ๆ เอามือสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง เพื่อจับวัตถุบางอย่างในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง ประเมินความมั่นใจอีกครั้ง พร้อมกับสายตาที่ชำเรืองพวงกุญแจทั้ง 3 พวง ที่วางอยู่ตรงหน้า พร้อมสบสายตาของเพื่อนทั้ง 3 คน

ผมนั่งคำนวนตัวเลขในใจสักพัก เพื่อให้มั่นใจว่า สิ่งที่ผมจะหยิบขึ้นมานั้น มันจะต้องดูดี และ แพงกว่า ของคนอื่นเป็นแน่ เผลอ ๆ อาจแพงกว่า 3 คัน รวมกันเสียอีก

ผม : "ในเชิงเทคนิคแล้ว ผมยังคิดว่า ณ สถานะการณ์ปัจจุบัน อาจยังไม่เหมาะ ต่อการลงทุนระยะยาว เพราะจาก methodology ที่ผมพัฒนาขึ้น ส่งสัญญาณเตือนออกมาว่า ตลาดยังมีความเสี่ยงในการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นไปหน้า" พร้อมวางบัตรรถไฟฟ้า BTS ไว้ตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก พร้อมเคาะโต๊ะ 3 ครั้ง ในฐานะผู้ชนะ

หมายเหตุ โชคดีที่วันนั้น ผมไม่ได้นั่งเมล์ไป !!!

ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 29 พ.ค. 2557

 


 

 

ข้อคิดเทรดเดอร์

 

เครดิตภาพจาก google

 


ในยามที่ตลาดไม่เป็นใจ คงไม่มีอะไรดีกว่า "การประหยัด" ดังนั้น เทรดเดอร์อย่างผมจึง


- ทำอาหารทานเองเกือบทุกมื้อ อร่อยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เห็ดออรินจิผัดน้ำมัน + บีทรูท, ปลาทูสดต้มน้ำปลา ฯลฯ เฉลี่ยแล้ว ต้นทุนไม่เกิน 50 บาท ต่อมื้อ


- อยากกินน้ำหวาน แต่กลัวน้ำตาล ไม่ยากเลย ซื้อ เก็กฮวย หรือ มะตูม มาต้มกินเอง มีประโยชน์ ปราศจากน้ำตาล 


- อยากไปดูหนัง แต่ตั๋วแพง ไม่ยาก เปิด Youtube ดูหนังฟรี มีเยอะแยะ ไม่ต้องเสียค่าตั๋ว + ค่า Popcorn ราคาแพง แถมได้ฝึกภาษาอีกต่างหาก


- เสื้อผ้า อาภรณ์ มันเป็นของนอกกาย ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่หรอกครับ ใส่ตัวเดิม ๆ ไม่ต้องรีด นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังไม่เปลืองไฟอีกด้วย (ปล. ผมเป็นเทรดเดอร์ ไม่ใช่พนักงานประจำ ... อย่าลืม!!!)


-  ไปไหนมาไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ หรือ ค่าน้ำมันที่ขึ้นเอา ๆ เพราะเราใช้การเดิน หรือ ไม่ก็รถเมล์ ประหยัดสุดๆ 


- อุปกรณ์สื่อสาร หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ค่อยได้ใช้ฟังก์ชันอะไรวิเศษ ดังนั้น ใช้เครื่องเก่า ไปก่อนเถอะ


- เวลาไปไหนมาไหน ก็ห้ามใจตัวเองเอาไว้ว่า "ประหยัดวันนี้ รวยวันหน้า" หรือ "ออมวันนี้ เพื่อมีเงินก้อน ไว้ลงทุนวันหน้า" ดังสุภาษิตที่ว่า "หากระงับความอยากได้ เงินก็ยังอยู่ในกระเป๋า"


- คิดก่อนเสมอ เวลาจะใช้ข้ออ้างว่า "อยากให้รางวัลกับชีวิต" ด้วยการ "สร้างหนี้" อันนี้ ไม่สมควร


- หมั่นบริหารจิต และ มองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ในฝัน


สรุปว่า "ประหยัดวันนี้ มีโอกาสรวยวันหน้า" หรือ "หาเงินให้เก่ง แต่ใช้ให้น้อย แค่นี้ ก็รวยได้ครับ"

 


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 21 พ.ค. 2557

 


 

 

ข้อคิดเทรดเดอร์

 

เครดิตภาพจาก google

 

 

อย่าพึ่งหวังรวย หรือ โลภ ในการลงทุนหากคุณยังไม่มีในหัวข้อข้างล่าง

 

- ความรู้ ที่คุณพิสูจน์แล้ว ว่าใช้งานได้จริง ด้วยตัวคุณเอง ไม่ใช่ลมปาก ของคนอื่น

 

- ความพยายาม ในการเรียนรู้ ที่ยาวนานพอ จนคุณเริ่ม "เข้าใจ" ในสิ่งที่คุณเคย "ท่องจำ"

 

- ชั่วโมงการลงทุน ที่มากพอ จนคุณสามารถเข้าใจ และแยกแยะระหว่าง "ภาคทฤษฎี" และ "ภาคปฏิบัติ" ออกจากกันได้อย่างถ่องแท้

 

- การขาดทุนที่มากพอ จนทำให้คุณเริ่มเข้าใจคำว่า "Money management" อย่างแท้จริง

 

- อัตราส่วนของ "กำไร" ที่เพิ่มขึ้นแบบ "คงที่" ไม่ใช่ กำไรที่ได้มาแบบ "ฉาบฉวย"

 

- รู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของเครื่องมือ และ วิธีการที่คุณใช้ ว่ามันมีจุดอ่อน และข้อผิดพลาดตรงไหน

 

- รู้ถึง "จังหวะ" การลงทุน และ "การรอคอย" ที่เหมาะสม โดยไม่สนใจ ความผันผวนเล็กๆน้อยๆ

 

- รู้จัก update ความรู้อย่างสม่ำเสมอ ภายใต้ความเชื่อที่่ว่า "ตลาดมีความเป็น dynamic" ดังนั้น ความรู้และกลยุทธ์เดิมๆ อาจไม่สามารถใช้ได้ดี เหมือนเดิม

 

- รู้จัก "พอ" ตามศักยภาพและความสามารถของตนเอง และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้สอดคล้องและเหมาะสมกับรายได้

 

- รู้จัก "เก็บออม" ในยามที่มีรายได้จากการลงทุนเยอะ เพื่อนำมาเฉลี่ยใช้ในช่วงที่ตลาด "ไม่เป็นใจ"

 

- เรียนรู้ที่จะ "ช่วยเหลือตนเอง มากกว่าการพึ่งพาคนอื่น"

 

- รู้จักที่จะยอมรับ "ความผิดพลาด" และ "หาทางแก้ไข"

 

 

 

ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

 

 

 

 

เขียนและเผยแพร่ 19 พ.ค. 2557


 

ข้อคิดเทรดเดอร์

 

เครดิตภาพจาก google



วันก่อนผมไปเยี่ยมบ้านเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเทรดเดอร์ชาวต่างประเทศ แต่มาพักอาศัย อยู่กินในประเทศไทยได้สักระยะ (มีภรรยาชาวไทย) 

ระหว่างที่กำลังนั่งสนทนากันอย่างออกรสนั้น ผมรู้สึกว่าได้กลิ่นอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร ผมพยายามเหลือบมองเท้าของเจ้าของบ้าน กับ เท้าของตัวเอง ว่ามีใครลืมล้างเท้าหรือไม่ จนผมแน่ใจว่า ไม่ใช่กลิ่นเท้าของเรา 2 คน แน่ๆ จึงเอ่ยปากถามว่า "คุณได้กลิ่นอะไรแปลก ๆ ไหม"

เจ้าของบ้านนิ่งคิดไปสักพัก แล้วจึงบอกว่า "อาจเป็นกลิ่น น้ำส้มสายชูหมักมั้ง" (ภาษาอังกฤษ มันฟังยาก ผมแปลเป็นไทย ให้เองเลยนะครับ) 

ผม : "คุณกำลังทำอาหารอยู่เหรอ" 

เพื่อน : "ปล่าวครับ ผมแค่นำน้ำส้มสายชูหมัก ผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย"

จากคำพูดของเพื่อน ทำให้ผมนึกถึงตอนที่ผมกำลังไปซื้อน้ำส้มสายชูกลั่น เพื่อนำมาทำความสะอาดคราบหินปูนที่เกาะอยู่ในกระติกน้ำร้อน (ตะกรัน) แต่เนื่องด้วยความเป็นผู้ชาย ที่ไม่ค่อยออกหากิน เอ้ยออกไป shopping มากนัก จึงเกิดความสับสนกับสินค้าบนชั้นวางในห้างสรรพสินค้า ที่มีน้ำส้มสายชูให้เลือกอยู่มากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งบางยี่ห้อ ราคาสูงกว่าปกติมาก (ขวดละ 300 บาท up)

ผมพยายามเชื่อมต่อความคิด เพื่อโยงไปหาเพื่อนรุ่นพี่บางคน ที่เคยบอกผมว่า ตนเองรับประทาน "น้ำหมัก" เป็นประจำ เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย ไม่ให้เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ ร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ พร้อมกับไปตรวจร่างกายประจำปี ไม่เคยขาด 

พลัน !!! ผมก็คิดถึงเพื่อน ๆ บางคน ที่ไม่เคยดูแลสุขภาพตัวเองเลย พอเลิกงานก็นัดสังสรรค์ กินเหล้า ปาร์ตี้ กันเกือบทุกวัน ....... ก็เข้าใจนะว่าบ้านมีเงิน แต่ก็ควรดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง คิดถึงภรรยา ลูก ๆ และ พ่อแม่บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทุกข์ใจกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของตัวเราเองอยู่อย่างนี้ ....... แต่ก็แปลกอย่าง ตัวเองไม่เคยดูแลสุขภาพ แต่ รถที่มันขับกลับเอาเข้าศูนย์เช็คระยะตามรอบเป๊ะ ๆ ไม่เคยขาด .....เอาเป็นว่า รักรถมากกว่าตัวเอง ว่างั้น !!!!!

ผมผ่านประสบการณ์ การใช้ชีวิตมากว่าครึ่งชีวิตแล้ว พบและเห็นสิ่งต่าง ๆ ก็มากมายหลากหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะมาแชร์ให้ฟังกันในวันนี้ คือ "การดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง ก่อนที่มันจะสายเกินไป" เนื่องจาก

หลายคนมักรับประทานอาหารจนตามใจปาก และปล่อยตัวเกินไป โดยไม่สนใจการออกกำลังกาย หรือ ดูแลสุขภาพของตนเอง จนทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนมากมาย (ซึ่งตอนแรก หากร่างกายเรายังแข็งแรงอยู่ โรคต่าง ๆ ก็ยังไม่ออกฤทธิ์หรอกครับ)

แต่เนื่องจากความเครียดในการทำงาน บวกกับ ร่างกายที่อ่อนแอลงตามการใช้งาน จึงทำให้โรคร้ายต่าง ๆ เริ่มแวะเวียนเข้ามาหาเราอยู่ไม่ขาด ซึ่งแรก ๆ อาจแวะเข้ามาหา มาทักทายกันเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นแค่การตักเตือน แต่หากเราเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านั้น สักวันมันอาจแวะเข้ามาอาศัยอยู่กับเราถาวรก็เป็นได้

ไม่สนุกเลย หากโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าตัวเราตลอดเวลา หากเรายังทำงานหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ โดยไม่มีเงินเก็บ ....... เราต้องสร้างหนี้ เพื่อนำมารักษาตัวเราเองเหรอ

ไม่สนุกเลย หากเราต้องเอาเงินเก็บที่วางแผนว่า จะไปเที่ยวรอบโลก มาใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ ที่ทรุดโทรมลงไปก่อนวัยอันควร ...... หมดฝัน หมดวันรุ่งโรจน์

ไม่สนุกเลย หากเราปล่อยให้ โรคภัยต่าง ๆ ทำให้ชีวิตหมดความสนุก และ เป็นทุกข์ ..... ไปเที่ยวโรงพยาบาลทุกสัปดาห์ สนุกไหม

ผมเชื่อว่า ในปัจจุบัน คำว่า "หากอยู่มาได้ถึงอายุ 60 ปี ก็ถือว่า คุ้มแล้ว ที่เหลือเป็นกำไรนั้น" อาจล้าสมัยไปแล้ว อันเนื่องมาจาก เทคโนโลยีในการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้มนุษย์สามารถยืดอายุของตัวเองให้ยืนยาวไปมากกว่านั้นอีกหลายสิบปี

แต่มันจะมีประโยชน์อะไร หากเราจะมีอายุยืนยาวบนเตียงนอนคนไข้ละครับ

เริ่มดูแลสุขภาพตนเองนับตั้งแต่วันนี้นะครับ 

ผมได้ทำเป็นตัวอย่างให้ดูแล้วว่า คนเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพา บุหรี่ สุรา (ของมึนเมาต่าง ๆ) หรือไม่จำเป็นต้องเที่ยวตามสถานที่อโคจร ชีวิตก็ยังมีความสุขได้ ... ที่สำคัญ คนที่เขารักเรา ก็มีความสุขด้วยเช่นกัน



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 10 พ.ค. 2557


 จงตามกระต่ายขาวไป

เครดิตภาพจาก google


ประโยคยอดฮิต จากนวนิยายวิทยาศาสตร์ “Matrix” ที่เปิดโลกทัศน์และมุมมองทางความคิดของผมมาจนถึงปัจจุบัน และ ทำให้ผมกลายเป็นนักลงทุนเต็มตัวโดยสมบูรณ์ในเวลาอีกไม่นาน เพราะระดับความเข้าใจในเชิงการคิดวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นตามวัย อาจทำให้ผมมองอะไรรอบตัวต่างจากเมื่อตอนเป็นเด็ก หนังที่เคยให้ความบันเทิง อาจสอดแทรก ปรัชญา แนวคิด ที่อาจเปลี่ยนมุมมองเชิงความคิดของคุณตลอดไปก็เป็นได้

กระต่ายขาว เปรียบเสมือน “มโน” หรือ “จิตใต้สำนึกที่กระตุ้นเตือนเรา ให้ คิด ไตร่ตรอง และ พิจารณา ในการหาเหตุผล (เฉพาะคนที่ตระหนักรู้เท่านั้น) ว่า สิ่งที่เรา “เป็นอยู่” ในปัจจุบัน มันเป็นเพียงภาพมายาจอมปลอม ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อ ให้เราเป็นทาสในเรือนเบี้ย หรือ แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรเลย

กระต่ายขาวจะปรากฏตัวขึ้นก็ต่อเมื่อ มนุษย์เกิดความสงสัยใคร่รู้ จนเกิดเป็นประเด็นคำถามที่คับข้องใจ (ไม่ใช่แน่นอก) แต่จนแล้วจนรอด มันก็ยังหาทางออกไม่ได้ กระต่ายขาว จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่วูบเข้ามาในสมอง เป็นสัญญาณที่ผ่านเข้ามาชั่วขณะ เพื่อกระตุ้นให้ มนุษย์อย่างเรา เกิดความอยาก ในการค้นหา

ค้นหาอะไรล่ะ ... นั่นคือคำถามสำหรับคนที่ไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลยในชีวิต แต่สำหรับคนที่ค้นพบ และ เจอแล้ว จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน มันใช่ตัวเราเองจริงเหรอ แล้วสิ่งที่เรากำลังทำ มันสามารถทำให้เราพบกับ จุดหมายปลายทางที่เราวาดฝันไว้ได้จริงหรือไม่

กระต่ายขาว เป็นเหมือนสื่อกลางในการนำพาคุณออกจาก comfort โซน เพื่อตามหาคน ที่จะสามารถชี้แนะแนวทางที่ “อาจ” เหมาะสมกับตัวคุณเองได้ (บางครั้งอาจหลงทางก็เป็นได้) นั่นคือ จุดที่คุณต้องตัดสินใจแล้วว่า “คุณจะเดินทางเพื่อหาวิธีขจัดทุกข์นั้นต่อ “ หรือ “คุณจะหยุดความสงสัยใคร่รู้ ไว้แค่นั้น” และคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของจิตใจชั่วขณะ หรือ มันเป็นสิ่งที่คุณตามหามาตลอด ก็เป็นได้

หากคุณหากระต่ายขาวเจอ ถูกจังหวะ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม คุณจะพบกับ มอเฟียส (คนที่จะแนะนำทางเลือกให้กับคุณ) แล้วบอกคุณว่า บั่นปลายของทางเลือกนั้น ๆ จะเป็นอย่างไร และ มันควรจะมีจุดจบลงที่ตรงไหน แต่สุดท้าย คุณก็คงต้องเป็นคนตัดสินใจเองอยู่ดีว่า จะเลือกทางไหน และ เพราะอะไร (ต้องรับผิดชอบทางเลือกด้วยตัวเอง เพราะนั่นคือคุณสมบัติของความเป็นผู้ใหญ่)

หากคุณเลือกที่จะก้าวข้าม comfort zone แล้วละก็ มอเฟียส ก็จะบอกคุณว่า แท้ที่จริงแล้ว โลกเรามันคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรอยู่บ้าง และ แต่เดิมคุณทำหน้าที่อะไร

แบตเตอรี่ หรือ เซลเชื้อเพลิง คือ ความเป็นจริงของมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาภายใต้ “เครื่องจักร” เพื่อทำหน้าที่เพียงผลิต“กระแสไฟฟ้า” ป้อนให้กับเครื่องจักร เพื่อใช้เป็นพลังงานในการดำรงชีพ แต่เนื่องจาก เครื่องจักรรู้ว่า “แบตเตอรี่” ก้อนนี้ จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ “เขาเหล่านั้น” มีความฝัน และ แรงผลักดันในการใช้ชีวิต เครื่องจักรจึงสร้างโลกสมมติขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “Matrix” เพื่อสร้างกรอบ หรือ แนวทางการใช้ชีวิตให้กับ แบตเตอรี่เหล่านี้ ซึ่งต่อมาเราจะเรียกมันว่า “ค่านิยม” เพื่อให้มนุษย์ได้กิน ได้เดิน ได้อยู่ ได้เรียนรู้ และ ได้ใช้ชีวิตบนสิ่งสมมติที่ถูกสร้างขึ้น โดยเครื่องจักรหวังเพียงแค่ให้มนุษย์ใน Matrix เหล่านั้น ทำตัวเป็น “เซลเชื้อเพลิง” ชั้นดี คอยป้อนพลังงานให้กับเครื่องจักรตลอดไป ก็แค่นั้น

มนุษย์ในตำนาน (ผู้ที่ถูกเลือก หรือ NEO) คือ คนที่สามารถ ละ “กิเลศ” ทั้งหลายทั้งปวงที่ถูกครอบงำโดยเครื่องจักรออกไปได้ ทำให้เขามีความสามารถที่จะทำลาย กฎ กติกา เงื่อนไข อะไรก็ได้ที่เครื่องจักรเคยสร้างขึ้น เพราะ กฎ เกณฑ์ กติกา และ ค่านิยมต่าง ๆ ไม่สามารถครอบงำ NEO ได้เลย เพราะเขาหลุดพ้นออกจาก วัฐจักรเหล่านั้น โดยสิ้นเชิงแล้ว

หนังเรื่อง “Matrix” ได้ให้แนวคิดต่อว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่คนเราจะสามารถตัดกิเลส ความเชื่อ การใช้ชีวิต และ กรอบที่เครื่องจักรสร้างขึ้นได้โดยง่าย” แต่หากมีคนแรกที่ทำได้ ก็จะมีคนที่ 2 3 และ 4 ตามขึ้นมาเอง (เปรียบเสมือนการถือกำเนิดของศาสดา ในศาสนาพุทธ นั่นคือ พระพุทธเจ้านั่นเอง) 

ทำไมคนในหลายประเทศถึงติดละครน้ำเน่า จนหน้า page ของ facebook รกไป ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ค่อนแคะ ที่มีต่อพฤติกรรมของตัวละคร ที่ถูกสร้างขึ้น ตามมโนคติ เพื่อให้ผู้เสพเกิดอารมณ์คล้อยตาม 

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมีแนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินเกินตัวตลอดเวลา 

ทำไมเราถึงเป็นลูกค้าที่ดี ที่คอยติดตามสินค้าบางตัวอย่างบ้าคลั่ง เพียงเพราะ เราถูกสอนให้คิดว่า หากใช้สินค้าตัวนี้ ใส่เสื้อตัวนั้น ใช้มือถือรุ่นนี้ ก็จะทำให้เราเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับ (จริงเหรอ ???)

หากคุณยังใช้ชีวิตที่มัวเมา ไร้จุดหมาย และ ถูกครอบงำทางความคิด คุณอาจเป็นพลเมืองที่แสนดีของ Metrix ก็เป็นได้ ถ้านั่นเป็นทางเลือกที่คุณเลือก แต่ถ้าการดำรงชีวิตในปัจจุบัน มันไม่ใช่ตัวคุณล่ะ

คุณเห็นกระต่ายขาว แล้วหรือยัง???



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 6 พ.ค. 2557

 


 

ทำไม... เราถึงจน

 

เครดิตภาพจาก google


ตอนผมเด็ก ๆ เวลาเราเกิดอยากติดต่อสื่อสารกับคนในบ้าน (เราอยู่นอกบ้าน) ทางเลือกของผมคือ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือไม่ก็ไปพึ่งพาโทรศัพท์เพื่อนบ้าน ซึ่งสมัยก่อน การมีโทรศัพท์ที่บ้าน มันยากมาก ๆ เพราะจำนวนคู่สายมีน้อย และต้องเสียค่ามัดจำ (แพง) ให้กับองค์การโทรศัพท์ ร้านค้าต่าง ๆ จึงเกิดธุรกิจ “ตามโทรศัพท์ขึ้นมา” (เด็ก ๆ หลายคนอาจไม่ทราบ) คือ หากเราต้องการใช้บริการ ก็เพียงแต่ฝาก ชื่อ และบ้านเลขที่เอาไว้กับร้านค้า พอมีคนโทรศัพท์มาหาเรา ร้านค้าก็วิ่งไปตามเรามารับโทรศัพท์ ซึ่งร้านค้าจะมีรายได้ประมาณ 5 บาท ต่อการเดินไปตามเราที่บ้าน 1 ครั้ง) แต่พอมีมือถือขึ้นมา ก็มีคนบอกว่า "มันเป็นสิ่งจำเป็นมาก ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อน คนทั่วไปที่ไม่ได้ทำธุรกิจ วัน ๆ อาจไม่เคยมีโทรศัพท์เข้ามาหาเลยสักครั้ง" เราจึงต้องมี พอเรามีแล้วเราก็ต้องใช้ ต้องจ่ายรายเดือน ค่าอินเทอร์เน็ต ต้องซื้อรุ่นแพง ๆ ฟังก์ชันเยอะ ๆ ซึ่งทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราต้องการเพียงแค่ รับสายและโทรออกเท่านั้น---> เราถึงจน

ตอนเด็ก ๆ เวลากระหาย คอแห้ง เราก็ดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แต่พอมีคนบอกว่า ดื่มน้ำเย็นแล้วชื่นใจ เราจึงคิดว่า น่าที่จะต้องมีตู้เย็นกับเขาบ้าง (แต่เราลืมไปว่า ตู้เย็นมันไม่ได้กินอากาศ แต่มันกินไฟ) ซึ่งพอมีแล้วเราก็คิดว่า ตู้เย็นเปล่า ๆ มันดูไม่ดี (ตอนแรกอยากกินแค่น้ำเย็น) มันสมควรที่จะต้องมีนั่น มีนี่ ดังนั้นเราจึงต้องซื้อของมาใส่ไว้ในตู้เย็น (เพื่อมันจะได้ไม่โล่ง) แต่ก็อีกนั่นแหละ พอใส่ไปแล้ว หลายอย่างเราก็ไม่ได้กินจนมันหมดอายุคาตู้ (ตอนซื้อดันไม่คิด) เสียเงินทองไปมาก ---> เราถึงจน

ผมยังจำครั้งแรกตอนที่มีโอกาสได้ดื่มน้ำอัดลม (ตอนอยู่ ป.1)และยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่น้ำอันลมไหลลงคอได้ดี รสชาติมันช่างบาดคอดีแท้ กระอักกระอ่วนพอสมควร แต่พอดื่มต่อไปเรื่อย ๆ มันก็ซ่า และรู้สึกอร่อยดี แถมโฆษณาในทีวีก็โหมกันสารพัด จนเราลืมการดื่มน้ำเปล่าไปเลย เผลออีกครั้งก็ต้องมาอยู่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการเบาหวาน เสียเงินเสียทองไปเยอะ เพียงเพื่อให้หมอบอกเราว่า ถึงคุณมีเงิน คุณก็ไม่สามารถกินโน้น กินนี้ ดื่มนั่น ดื่มนี่ ได้อีกต่อไป ---> เราถึงจน

รองเท้าผ้าใบธรรมดา ราคาคู่นึงไม่ถึงร้อย (สมัยตอนเรียนมัธยม) ใส่วิ่งก็ได้ ใส่เดินก็ดี แถมเตะบอลก็มันส์อีก มันเป็นนวัตกรรมที่สุดยอดนะผมว่า แต่พอนานไปเข้า วิทยาศาสตร์การกีฬา (ที่สนับสนุนโดยบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬา) ก็บอกเราว่า รองเท้า (ราคาประหยัด) ที่เราเคยใส่น่ะ มันไม่ดีต่อสุขภาพแล้วน่ะ (ก็ที่คุณเคยบอกว่ามันดีไง) รองเท้าที่ดี จะต้องเป็นแบบนั้น ดีแบบนี้ บลา ๆ ๆ ๆ ในที่สุด เราก็เสียเงินจำนวนมากซื้อมันมา ทั้ง ๆ ที่วัน ๆ เราแทบจะไม่ได้วิ่งไปไหนเลย (เอารองเท้าวิ่งราคาแพง มาใส่เดินซะงั้น) - เราถึงจน

เพราะความรักสุขภาพ และการเดินทางที่แสนจะลำบาก เราเลยหวนระลึกถึงชีวิตในวัยเยาว์ ที่เราและเพื่อน ๆ มักจับกลุ่มปั่นจักรยานเล่นกันสนุกสนาน (ถ้าจำไม่ได้ ให้นึกถึงหนังเรื่องแฟนฉัน) เราเลยคิดว่า “จักรยานนี่แหละ จะทำให้วัยหนุ่ม(สาว) ของเรากลับมาอีกครั้ง” แต่พอเราเดินเข้าไปในร้านจักรยาน เราจึงพบความจริงว่า สมัยนี้ จักรยานที่เราเคยปั่นเล่นสมัยเด็ก ๆ มันไม่เพียงพอต่อความต้องการแล้ว เพราะ มันไม่มีเกียร์ มันไม่มี disk break มันหนักเกินไป มันไม่ถูกสรีระ เบาะมันนั่งไม่สบาย ฯลฯ (ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยปั่นเกินครึ่งชั่วโมงสักที) ในที่สุด จากเงินหลักพันที่เราเตรียมไป มันจึงขยายตัว กลายเป็นหลักหมื่นโดยไม่ได้คาดหมาย (ดีไม่ดี ดันไปผ่อนเอาซะอีก ใครจะไปคิดว่า เงินเดือนอย่างเรา ๆ ไม่เพียงพอที่จะซื้อจักรยานด้วยเงินสด เสียแล้ว) เราถึงจน

ปัจจัยแวดล้อมรอบตัวเรา ยังมีสิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อกระตุ้นกิเลส ให้เราต้องเสียอีกเยอะ ผ่านกระบวนการ “พรายกระซิบ” หรือ “life style” ที่ใครก็ไม่รู้ (เราไม่รู้จัก) มาบอกเราว่า เราต้องเป็นอย่างนั้น แต่งตัวอย่างนี้ ใช้ของแบบนั้น ซื้อของแบบนี้” ซึ่งกว่าเราจะรู้ตัว 

เราก็เป็นหนี้บัตรเครดิตหัวโต จนต้องจ่ายขั้นต่ำอยู่ทุกเดือน หรือ ไม่ก็ไปสร้างหนี้ใหม่ มาอุดหนี้เก่า เป็นวัฐจักร “จน โง่ เจ็บ” อยู่ร่ำไป

ที่พูดมาทั้งหมดน่ะ ผมโดนมากับตัวหมดแล้ว กว่าจะรู้ตัว ก็เกือบจะสาย เลยออกมาเตือน เผื่อมันจะสะกิดใจใครสักคน แล้วไม่หลงผิด จนต้องทุกข์ทรมานกับการเป็นหนี้ เป็นสินเหมือนผม ... มันไม่สนุก



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 2 พ.ค. 2557


 

ผมสงสัยว่า "เราจะทำงานหนัก ไปเพื่ออะไร"

 


เครดิตภาพจาก google


ผมมีเพื่อนหลายคนที่ถือได้ว่า "มีฐานะดี" เพราะเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ผู้บริหารระดับสูง
แน่นอน พอมีตำแหน่ง ก็ต้องมีปริมาณงานที่สมกับ ตำแหน่ง นั้น ๆ (เงินดี งานก็ต้องเยอะ เป็นธรรมดา) เวลาส่วนตัวนะหรือ มีน้อยมาก (ส่วนใหญ่จะหมกมุ่นอยู่กับการประชุม หรือ เลี้ยงรับรองลูกค้า)

เวลาที่จะแบ่งปันให้ครอบครัว นะหรือ แทบไม่มี ...

หลายต่อหลายครั้ง ที่เขาเหล่านั้นชวนผมไปทานอาหารที่บ้าน เพื่อร่วมชื่นชมความสำเร็จของตัวเอง ที่อุตส่าห์ลำบากฝ่าฟันปัญหามาด้วยความยากลำบาก ผลลัพธ์ที่ได้ตอบแทน ก็คือ การมีบ้านหลังใหญ่ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม (สวนประดิษฐ์) สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงรถคันหรู และ อื่น ๆ อีกมากมาย (แล้วแต่รสนิยม และกำลังเงินจะเนรมิต) 

แต่ก็หลายครั้ง หลายบ้าน ที่ผมสังเกตเห็นในบ้านหลังใหญ่โตนั้น จะมีผู้ใหญ่ 1 หรือ 2 ท่าน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูดี แต่ใบหน้ากลับไม่มีความสุขให้เห็น หากลองสังเกตให้ลึก และละเอียด โดยมองข้าม เสียงที่ดังของเจ้าของบ้าน ที่กำลังอวดฐานะ เงินทอง และ ความหรูหราของ เฟอร์นิเจอร์ คุณจะอาจมองเห็นว่า สายตาที่มองเหม่อออกไปของผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่าน (ระหว่างการพูดคุยที่สนุกสนานของเจ้าของบ้าน) มันเหมือนคนที่ดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย ลำคอที่ดูแข็งเกร็ง ผิดปกติ และ การเดินเหินที่ดู แข็งเกร็ง กว่าคนทั่วไป (ดูแข็ง ๆ) เวลาจะหันซ้าย หรือ หันขวา ก็ต้องหันไปทั้งตัว ไม่เหมือนกับคนปกติ ที่จะหันเฉพาะหน้าเท่านั้น

ผมเคยทักท้วงเพื่อนหลายคนว่า “คุณมีเวลาดูแลพ่อ แม่ บ้างหรือไม่”

คำตอบส่วนใหญ่ที่สวนกลับมา มักจะตอบว่า “ไม่ค่อยมีเวลา เพราะงานหนัก แต่ก็ส่งเสียเงินให้ใช้ตลอด ไม่ขัดสน”

ผมก็ถามต่อว่า “ได้เคยพาพ่อ แม่ ไปหาหมอบ้างหรือไม่” หลายคนบอกว่า ให้คนใช้ หรือ ญาติ พาไป (ตลอด)

Hypochondriasis เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหมกหมุ่นในเรื่องสุขภาพตัวเองมากไป กลัวอยู่ตลอดเวลาว่า จะป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่าง ๆ แฝงอยู่ (คนสูงอายุหลายคนมีอาการเหมือนจะเจ็บป่วย แต่พอเช็คร่างกายทุกอย่างแล้ว ก็ไม่พบ)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไปพบแพทย์หลายแห่ง และตรวจหลายอ ย่าง แม้จะได้รับการตรวจออกมาว่า ไม่พบโรค หรือ ความผิดปกติใด ๆ ผู้ป่วยก็ยังจะเชื่อว่าตนเองป่วยเป็นโรคที่แพทย์ยังตรวจไม่พบ

การดูแล คือ ควรหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยทำ เพื่อลดความวิตกกังวล เช่น ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย พาไปเที่ยวธรรมชาติบ้าง

แต่ประเด็นที่สำคัญ คือ “ไม่มีใครดูแล พ่อ แม่ ได้ดีที่สุด เท่ากับลูก” และผมก็เชื่อว่า การที่ลูกเติบโตขึ้นมา แล้วได้ดิบได้ดี ส่วนหนึ่ง (ส่วนใหญ่) น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู และอบรมที่ดี ของบิดา มารดา

เพื่อนผมหลายคนเข้าใจผิดว่า “เงิน จะสามารถบันดาล ความสุข ให้กับ พ่อ และ แม่ ที่แก่เฒ่าได้”

เงินที่หามาได้ ด้วยการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และ เวลาทั้งหมดของชีวิต เพื่อผลิตมันขึ้นมา อาจบ่งบอกดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ทางด้านวัตถุ แต่ เงิน สิ่งของ ทรัพย์สิน อาจไม่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับใครบางคนเลยก็เป็นได้

อย่าให้ “เงิน” และ “งาน” มาทำลายความสำคัญของ พ่อ และ แม่ เลยครับ

ผมเคยเตือน เพื่อน ๆ เหล่านั้นว่า “หากมีเวลา ก็หาโอกาสพูดคุย หรือ พาพ่อ แม่ ไปเที่ยว (ด้วยตัวเอง) บ้าง นาน ๆ ครั้งก็ได้”

คำตอบส่วนใหญ่ คือ “จะพยายาม แต่งานยุ่งจริง ๆ”

ซึ่งผมก็ได้แต่บอกว่า “ก่อนจะตอบคำนี้ คิดดี ๆ นะ เพราะ คุณมี พ่อ แม่ อยู่แค่อย่างละหนึ่งคนในชีวิตเท่านั้น หากวันใด เสียท่านไปแล้ว เงินเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถซื้อท่านกลับคืนมาได้”

แต่ คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้กลับมา คือ “จะพยายาม ...”



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 30 เมษายน 2557


 

เคล็ดลับความร่ำรวยของเทรดเดอร์

 

เครดิตภาพจาก google


มีหลายคนถามผมว่า อาชีพเทรดเดอร์ นั้น รวยจริงเหรอ ทำไมหลายคนถึงได้ฝันจะเป็นกันนัก เพราะผู้ถามสังเกตว่า มีหลายคน ใช้คำต่อท้ายชื่อว่า Trader กันเยอะ ใน facebook 

โดยส่วนตัวแล้ว ผมตอบยาก เพราะอาชีพเทรดเดอร์จริง ๆ ก็เหมือนกับอาชีพอิสระอื่น ๆ ที่เราหลายคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับเหมา แม่ค้าขายของสดในตลาด ศิลปินอิสระ เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้ ก็ต้องทำมาหากินเหมือนคนทั่วไป โดยเนื้อแท้ถ้าไม่ “ซื้อมาขายไป” ก็ต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง (ซึ่งเทรดเดอร์จะเปรียบได้กับแบบแรกมากกว่า)

แต่ในความคิดผม เนื่องจากเครื่องมือในการประกอบวิชาชีพของเทรดเดอร์หลัก ๆ ที่ต้องลงทุน คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ (ผมไม่พูดถึง tablet ที่ใช้แบบฉาบฉวย เฉพาะการส่งคำสั่งนะ ผมหมายถึงการดูกราฟจริง ๆ) และ ระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับ รถราคาแพง ๆ บ้านหรูๆ ใหญ่โต หรือ lifestyle ที่ต้องถ่ายรูปโชว์ จากการไปท่องเที่ยวต่างประเทศเลยน่ะ มันคนละประเด็น อย่าเข้าใจผิด (อย่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน)

สิ่งหนึ่งที่เทรดเดอร์ได้เปรียบอาชีพอื่น ก็คือ การประกอบวิชาชีพที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ (แต่บางคนพยายามทำให้มันสูง) เพราะ อาชีพเทรดเดอร์ ไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนกับการทำงานประจำ เช่น

ค่าเดินทาง (คิดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน) ... ก็ไม่ต้องเสีย

ค่าอาหารราคาแพงเกินจริง (หากกินแถว office บางที่) ... ก็เสียน้อยลง เพราะทำกินเองที่บ้านได้

ค่าสังสรรค์กับเพื่อนฝูง (ช่วงเย็นวันศุกร์ หรือ ตอนเงินเดือนออก) ...ก็ไม่ต้องเสีย (แต่ถ้าอยากเสีย อยากจนเอง ก็ช่วยไม่ได้)

ดังนั้น เทรดเดอร์ที่ฉลาด และเป็นเทรดเดอร์ตัวจริง จะใช้ข้อได้เปรียบเหล่านี้มาทำให้ตัวเขาเอง ลดค่าใช้จ่าย ให้น้อยลง (ซึ่งแน่นอน ลดภาวะความกดดันในกรณีที่ผลประกอบการณ์ หรือ ตลาดในบางช่วง ไม่เป็นใจ) ทำให้เทรดเดอร์เหล่านั้น มีสมาธิ และ สามารถจดจ่อจิตใจของตัวเองกับการเรียนรู้ สิ่งแปลกใหม่ และพฤติกรรมของตลาด อย่างมีวิจารณญาณ โดยไม่ถูกครอบงำจาก “ความโลภ และ ความกลัว” ซึ่งแตกต่างจาก ใครก็ไม่รู้ ที่อยากจะเข้ามาเป็นเทรดเดอร์ เพื่อหวังรวยแต่เพียงอย่างเดียว ความรู้ก็ไม่มี ความพยายามก็ไม่ได้ แต่ อยากรวย อยากขับรถคันเท่ห์ อยากอยู่บ้านหลังใหญ่ อยากมีชีวิตที่สวยหรู เป็นต้น มันจะเป็นไปได้เหรอ?

มาถึงข้อสรุป เคล็บลับความร่ำรวยของเทรดเดอร์ อยู่ที่ความประหยัด และการใช้จ่ายอย่างสมฐานะครับ ไม่เกี่ยวกับความฟุ่มเฟือยใด ๆ เลย อย่างที่มีหลายคนพยายามโฆษณากันมากมาย และ ก็ไม่มี “จอกศักดิ์สิทธิแห่งความมั่งคั่ง” หรือ “ระบบที่ดีเลิศ” หรอกครับ ไอ้ที่ดี ไอ้ที่เก่ง เกิดจากความฉลาดของสมองตัวเอง ด้วยกันทั้งสิ้น ... เข้าใจตรงกันน่ะ 

ผมเคยแซวรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติว่า ถึงผมจะไม่มีรถประจำตำแหน่งหรู ๆ หรือ กินอาหารโรงแรมใหญ่ (เบิกบริษัทฯ) เหมือนพี่ แต่ผมไม่ต้องเข้าประชุมทุกวันน่ะ ...


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Traing
 
 

เขียนและเผยแพร่ 26 เมษายน 2557



มันต่างกันตรงไหน
 
 
เครดิตภาพจาก google

นักลงทุนหลายคนชอบถามผมว่า ทำไมผมถึงดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว และ ทำไมผมถึงวางแผนการลงทุนโดยใช้ pattern (ดูกราฟอย่างที่กราฟเป็น) โดยไม่สนใจที่จะใช้อินดิเคเตอร์ แบบที่คนอื่นเขาใช้กัน 

ผมคิดคำตอบอยู่นาน แต่ในที่สุด ก็พยายามเรียบเรียงจนสำเร็จ

มาฟังคำตอบกันครับ

1. ยุคแรกของการเทรดผ่าน indy ของผม คือ การหาระบบที่ดี

ผมเคยหลงไหลระบบ แบบเป็นบ้าเป็นหลัง (2 - 3 ปี) จนมาวันหนึ่ง ผมค้นพบด้วยตัวเองว่า ระบบที่ผมว่าดี ว่าเยี่ยม มันทำให้ผม "ขาดทุน" แทบหมดตัว 

2. ยุค 2 การเทรดผ่าน indy ของผม คือ พัฒนาระบบเอง

จากการหมดตัว แต่ไม่หมดตูด ทำให้ผมเกิดความคิดอยากพัฒนาระบบขึ้นมาด้วยตัวเอง (ผมเป็นวิศวกรนะครับ) แน่นอน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโปรแกรม และ ค่าข้อมูลรายเดือน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่เคยเรียนกับใครน่ะ นั่งทางในเอาเอง) แต่ ... พอทำไปทำมาสักพัก (ประมาณ 1-2 ปี) ผมก็กระจ่างแจ้งว่า ไม่มีระบบใด ดีที่สุด เพราะ ระบบที่ดี จะต้องสัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดด้วย (กระจ่างต่อมาว่า ตลาดมีทั้ง แนวโน้ม และ ไม่เป็นแนวโน้ม ดังนั้น ระบบจะต้องสร้างมาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย)

3. ยุค 3 เริ่มไม่อยากเทรดทุกวัน และ พยายามมองหาตำแหน่งที่เหมาะสม

ผมค้นพบว่า หากเทรดทุกวัน ผมคงไม่มีทางรวย (แต่โบรกเกอร์รวยแน่ ๆ) ดังนั้น การมองหาจุดสูงสุด หรือ ต่ำสุด ในแต่ละรอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ การ let profit run สำคัญกว่า (แต่ทำยาก) และต่อมา ผมก็ได้พบกับทฤษฎี convergence & divergence (ที่ตอนนั้น คิดว่ามันเทพ) แต่ประเด็นที่ผมสนใจและครุ่นคิดหลังจากศึกษาทฤษฎีฯ จนช่ำชอง คือ ทำไมต้องใช้ indy คู่กับกราฟด้วย ทำไมไม่ใช้ indy อย่างเดียวล่ะ? (หรือว่า indy อย่างเดียว มันไม่พอ)

ตอนนั้นแหละ เริ่มฉุกคิด แต่ไม่มาก

4. ยุค 4 เริ่มเข้าใจว่า การเลือกระบบที่เหมาะสม มันไม่ใช่แค่ ความพยายามในการตามหา "จอกศักดิ์สิทธิแห่งความมั่งคั่ง" ตามที่หลายคนคิด แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ การหา indy ที่สัมพันธ์กับ ทิศทางการเคลื่อนไหวของกราฟ เพื่อวางแผนการเทรดต่างหาก

คำถามที่คาใจผม คือ ทำไมหลายครั้งที่เกิด Bullish Divergence (คาดว่าจะปรับตัวขึ้น) แต่ตลาดกลับปรับตัวลงต่อ และหลายครั้ง ก็ปรับตัวขึ้นตามสัญญาณ มากบ้าง น้อยบ้าง คาดการณ์ อัตราส่วน กำไร: ขาดทุน ไม่ได้เลย ปัญหา คือ อะไร?

นั่นแหละ ที่ทำให้ผมเริ่มสนใจทฤษฎีดาวน์ แต่ขอโทษ ยังอ่านแบบ งู ๆ ปลา ๆ อยู่เลย และจากความพยายามจุดนั้น ทำให้ผมสามารถจำแนก แยกแยะ คนเก่ง และ คนไม่เก่ง (แต่อยากเขียนหนังสือขาย) ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพียงผมอ่าน version เต็มภาษาอังกฤษจบเพียง 12 รอบ (ไม่เก่งอังกฤษ ต้องค่อย ๆ แกะ) และ ทำให้ผมเข้าใจคำว่า "บริบท" มากขึ้น 

5. ยุค 5 เริ่มเข้าใจว่า ถึงแม้เราจะมี indy แต่เราก็ต้องแปลข้อมูลจาก indy อีกครั้ง เพราะคำตอบของ indy มันนำมาใช้ทันที ไม่ได้

เคยเห็นไหม แปลไทย ให้เป็นไทย .... นั่นแหละ การหาจังหวะ เข้า-ออก ตลาด ก็ต้องแปลความหมายจาก indy อยู่ดี เพราะคำตอบที่ได้จากการผสมสัญญาณหลาย ๆ เครื่องมือ มันต้องผ่านกระบวนการ การ "แปลความ" "ตีความ" และ "Weight น้ำหนัก ของเครื่องมือ" อยู่ดี ดังนั้น ทำไมเราต้อง แปลกราฟ ให้เป็น ภาษากราฟอีกที สู้ดูกราฟจริง ๆ แล้วตีความไปเลย ไม่ง่ายกว่าเหรอ???

6. ยุค 6 ปิด indy แม่ง ... ดูแต่กราฟ ล้วน ๆ 

โห ยากน่ะ ความรู้สึกแรก ๆ คล้าย นีโอ ตอนออกจาก Matrix ใหม่ ๆ แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายามของมนุษย์ ผมใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็เข้าใจภาษากราฟ ได้ไม่ยาก

สิ่งที่ผมรับรู้จากการดูกราฟแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ผ่าน indy เลย คือ "ทุกครั้งที่พลาด ผมจะรู้ว่าผมพลาดตรงไหน" ดังนั้น ผมสามารถปรับแก้ตรงจุดที่ผมพลาด โดยไม่ต้องมานั่งเหนื่อย แก้ไขโปรแกรมอีกต่อไป นั่นแหละทำให้ ผมเกิดการพัฒนาตัวเองได้เร็ว และ สามารถลาออกจากงานได้โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะ "ผมเชื่อกราฟ"

7. ยุค 7 การเจาะลึกในเรื่องกราฟ ทำให้ผมสามารถแปล "จิตวิทยา" ของนักลงทุนผ่านกราฟได้

กราฟก็เหมือนกับคน หากคุณมีประสบการณ์ และ รู้จักสังเกตุสักนิด คุณอาจดูออกว่า เพื่อนคนไหนน่าคบ และ คนไหนเข้ามาเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ (ต้องใช้เวลา และ สถานการณ์ประกอบ) กราฟก็เช่นกัน หากคุณคลุกคลีกับมันบ่อย ๆ ดูบ่อย ๆ สังเกตุบ่อย ๆ คุณก็อาจจะทราบเองว่า ความรู้สึกที่นักลงทุนพยายามจะบอก ผ่านกราฟ มันคืออะไร

แต่หากคุณศึกษาให้ "ลึก" ขึ้นอีกนิด คุณจะบังเกิดไอเดียขึ้นในสมองว่า "เหตุ เป็นที่มาของ ผล" และ "รู้อดีต ติดตาม ปัจจุบัน สามารถนำมาใช้พยากรณ์อนาคตได้"

8. ยุค 8 จำลองจิตวิทยา ให้กลายเป็น pattern ที่มีโครงสร้างที่ชัดเจน

ให้ตายเถอะ น้ำตาผมจะไหล หลังจากย้อนกลับไปอ่าน Dow Theory อีกครั้ง ผมทราบซึ้งแนวคิด และ กฎ 3 ข้อ ลึกซึ้งกว่าเดิม และ ใช้มันเป็นเสาเข็มทางความคิด เพื่อต่อยอดในการพัฒนาแนวคิดด้านการเทรดต่อไป โดยไม่รู้ว่า อนาคต คืออะไร และ ผมต้องต่อยอดไปทางไหน รู้เพียงแต่ว่า "อาชีพมนุษย์เงินเดือน ไม่มีทางย้อนกลับมาหาผมอีกแน่ ๆ "

9. ยุค 9 กราฟมี 2 แกน คือ "price และ time" เท่านั้น

ผมสามารถคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวในอนาคตของหุ้น หรือ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินล่วงหน้าได้ถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญ แต่ผมยังพยากรณ์เวลาที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ อย่างแน่นอนไม่ได้ ทำให้ปัญหาที่ผมต้องเผชิญ คือ ระยะเวลาการถือครองที่จำกัด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผมในหลาย ๆ ครั้ง เพราะการเทรดในตลาดที่มี leverage ให้ทั้งคุณ และโทษ อันเนื่องมาจาก ระยะเวลาของสัญญาณที่มีระยะเวลาจำกัด และ ความผันผวนที่ทำให้พอร์ตการลงทุนโยกเยกตลอด (แต่ใจไม่แกว่งนะ)

โมเดลของเวลาไม่ยาก และคาดว่า ....... คงอีกไม่นาน ต้องตีแตก!!!


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Traing
 
 
 
เขียนและเผยแพร่ 24 เมษายน 2557


 
ผจญภัยมนุษย์ป้า
 
 

เครดิตภาพจาก google
 
 
ขับรถในกรุงเทพฯ บางครั้งก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นดีน่ะ

ระหว่างขับรถข้ามแยกไฟแดงแห่งหนึ่ง ฉับพลันก็มีมนุษย์ป้า ขับรถมาจากไหนไม่ทราบ เร่งเครื่องมาจากด้านหลัง เพื่อพุ่งเข้ามาเสียบด้านข้างซ้าย (ผมอยู่ซ้ายมือสุด) คล้ายกับผมต้องเลือกว่า จะยอมให้ป้าผ่านไปโดยดี หรือ จะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ !!! ผมเลือกอย่างแรก

ป้าได้เลน และขับนำไปสักพัก จนเจอทางเลี้ยวซ้าย (บังคับเลี้ยว) อยู่ดีๆ ป้าก็หยุดรถกระทันหัน เพื่อรับโทรศัพท์ซะงั้น รอสักพัก (ประมาณ 3 วินาที) ผมเลยตัดสินใจเบี่ยงขวา เพื่อแซง !!!

แต่ .... แต่ พอป้ารู้ว่ามีคนกำลังจะใช้สิทธิรถคันแรก เอ้ย ที่ว่างข้างหน้า ป้ารีบวางโทรศัพท์ พร้อมเตรียมออกรถอย่างทันที เพื่อรักษาสิทธิ แต่อนิจจา ... รถผมได้ขับเลยรถป้าไปครึ่งคันแล้ว (turbo ทำงานแล้ว) 

ป้าโกรธผมมาก ที่ผมได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ ป้าลืมกฎจราจรเสียสิ้น คันเร่งถูกกด จนรถป้าพุ่งเข้ามาเพื่อพยายามแซงที่ว่างด้านซ้าย ที่มีเพียงรถมอเตอร์ไซต์เท่านั้น ที่ผ่านไปได้ ..... เสียงเบรคดังสนั่น

แต่อย่าคิดว่า ป้าจะยอมแพ้นะครับ (ผมไม่เข้าใจ ความคิดป้า) หลังจากที่แซงซ้ายไม่ได้ ป้ารีบหักขวาทันที แต่ ... เนื่องจากรถติดมาก และ ป้าไม่เคยรู้เลยว่า รถผมน้ำมันใกล้หมด

ว่าแล้วผมก็เลี้ยวซ้ายเข้าปั๊มทันที ป้าเลยไม่มีโอกาสเร่งรถเพื่อมาขับปาดหน้าผมอีกต่อไป

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ครั้งหน้า ผมจะจำไว้ว่า หากไม่ชอบความตื่นเต้นในการขับรถ กรุณาปล่อยให้มนุษย์ป้าแซงไปเลย และ รบกวนทิ้งระยะให้ไกลหน่อย แค่นี้ชีวิตก็จะพบแต่ความสันติสุขตลอดไป


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Traing
 
 
เขียนและเผยแพร่ 23 เมษายน 2557
 

 
ข้อคิดเทรดเดอร์
 
 
เครดิตภาพจาก google
 
 
ผมใช้เวลาว่างช่วงสงกรานต์ทบทวนถึงปัจจัยที่ทำให้ตัวผมเอง "ยากจน" และไม่ค่อยมีเงินเก็บในช่วงที่เริ่มต้นทำงานประจำ น่าจะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นใหม่ หากจะนำไปปรับใช้ ไม่มากก็น้อย

1. มือถือดีๆ มีไว้ทำไม: ผมชอบซื้อและเปลี่ยนมือถือตามสมัยนิยม เหมือนคนทั่วๆ ไป เพราะคิดว่า เราต้องตามให้ทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ลืมนึกไปว่า มือถือดีๆ แพงๆ ไม่ได้ช่วยทำให้ตำแหน่งหน้าที่การงานเราดีขึ้น (มือถือบางเครื่องราคาสูงกว่าเงินเดือนเสียอีก) ปัจจุบันผมใช้มือถือราคาถูกกว่า เด็กฝึกงานบางคนเสียอีก

2. จ่ายไปทำไม กับ package อินเตอร์เน็ตรายเดือนแพงๆ : ข้ออ้างของผมในอดีตคือ จะได้เอาไว้เช็คอีเมล หรือ ติดตามสถานการณ์รอบโลกในราคาประหยัดจนลืมไปว่า ตำแหน่งหน้าที่การงานของเราสมัยก่อน มันจำเป็นต้องใช้จริงๆ หรือว่าเป็นการ "มโน" ของตัวเราเอง โดยส่วนตัว ผมมองว่าหากลดหรือยกเลิกได้ก็ยกเลิกไปเถอะครับ เก็บเงินไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า

3. กินทำไมข้าวนอกบ้าน : สุกี้ บุพเฟ่ อาหารญี่ปุ่น ฯ แพงก็แพง อาหารก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอะไรนัก และที่สำคัญ ราคาอาหารมันเหมาะกับรายรับของเราจริงๆเหรอ ช่วงหลังผมทำอาหารกินเองบ่อย อยากกินอะไรก็ซื้อของมาลองทำกินเอง สูตรและวิธีทำก็เปิดหาจากอินเทอร์เน็ต ทำกินเองจนไม่กล้าไปซื้อเขากินเพราะ อาหารบางอย่างเราล้างเอง 3-4 ครั้งยังไม่สะอาดเลย และผมก็เชื่อว่า ไม่มีร้านไหนล้างได้สะอาดกว่าผมหรอกครับ

4. รถดีๆ แพงๆ มีไปทำไม : รถป้ายแดงออกใหม่ ขับวนหน้าศูนย์ ฯ 2 รอบ แล้วลองไปขายคืนสิ เงินหายไปเยอะเลย เพราะ รถยนต์เป็นทรัพย์สินด้อยค่า และมีมูลค่าลดลงตลอดเวลา ไม่กี่ปีก็แทบจะเป็นศูนย์ บางคนเงินเดือนไม่มาก แต่ชอบขับรถหรู เพราะอยากให้คนอื่นดูว่าเรามีเงิน พอแก่ตัวไปก็ค้นพบสัจธรรมในชีวิต สู้นั่งรถสาธารณะ หรือ ซื้อรถมือสองใช้ดีกว่า ใช้ไม่กี่ปีขายต่อเงินก็ไม่หายไปมากเหมือนซื้อรถมือป้ายแดง

5. กินเหล้าสูบบุหรี่ไปทำไม : อะไรก็ตามที่ทำให้คนขาดสติ และ เสียสุขภาพ ผมไม่ทำเด็ดขาด นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังทำให้เราเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ สู้เอาเงินไปฝากธนาคารหรือเอาไปลงทุน ยังคุ้มกว่า

6. การพนันเล่นไปทำไม : สมัยเป็นเด็ก ผมเคยไปเล่นตู้ม้าหยอดเหรียญ 4-5 ครั้ง (เอาเงินไปเล่นครั้งละร้อย) ครั้งสุดท้ายเล่นไป 20 บาท ปรากฏว่าได้เงินเกือบร้อย แต่ไม่ยอมเลิก (เด็กที่อายุน้อยกว่าเตือนว่า ได้แล้วเลิกเถอะพี่) ในที่สุดก็เสียเงินไปทั้งหมด (ทั้งกำไรและต้นทุน) แถมโดนเด็กสมน้ำหน้าเอาอีก ผมเลยสาบานว่าจะไม่แตะการพนันอีกเลย (หวยผมก็ไม่เคยซื้อ)

7. เที่ยวโสเภณีหรือเข้าพับไปทำไม : ผมโชคดีที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็กจากครอบครัว จึงทำให้ ไม่เคยข้องแวะหรือนำตัวเข้าไปเสี่ยงกับสถานอโคจรเหล่านี้ ทำให้ไม่ต้องเบียดบังเงินเก็บเอาไปเที่ยวไร้สาระ แต่จะว่าไปก็เคยเสียเงินไปกินเหล้าสมัยเรียนจบใหม่ๆ อยู่ 3 เดือนเหมือนกัน แต่พอหาเหตุผลหรือข้อดีไม่เจอ ผมก็เลิก

ผมคิดว่าแค่ ลด ละ เลิก พฤติกรรมใน 7 ข้อนี้ได้ คุณก็อาจพบเส้นทางดีๆ ในการใช้ชีวิตก็เป็นได้


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 14 เมษายน 2557

 

 
2 พัน ทำอะไรได้บ้าง?
 
 
 
เครดิตภาพจาก google
 

เมื่อหลายวันก่อนผมมีธุระแถวย่านชานเมือง เพื่อทานมื้อค่ำกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง แถวห้างสรรพสินค้าที่ติดอันดับรถหายบ่อย ๆ (อย่าให้บอก ลองไป search เอาเองนะครับ)

ตามประสาเทรดเดอร์ ที่ไม่ค่อยมีการมีงานทำเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ จึงทำให้ผมมักไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลาเสมอ (จริง ๆ กลัวรถติด และ ไม่ชอบนัดใครแล้วไปสาย)

การนั่งรอเวลาในร้านไอศกรีมชื่อดังพร้อมกับการจิบเบียร์ เอ๋ยจีบน้ำเปล่า น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับการ "ฆ่า" เวลาระหว่างรอ แต่ไม่รู้เพราะอะไร โต๊ะข้าง ๆ คุยกันเสียงดังแบบน่ารำคาญ โดยมีเนื้อหาดังนี้ (ไม่ได้แอบฟัง มันได้ยินเอง)

นาย ก: วันนี้เลิกงาน จะไปฉลองที่ไหนกันดีว่ะเพื่อน เงินเดือนเพิ่งออก (คิดแบบนี้ มีแต่จน)

นาย ข: วันนี้กะไปที่เดิมว่ะ เห็นเด็ก ๆ มาใหม่เยอะ กะจะไปปลดปล่อยซะหน่อย (ไปวัดปล่อยปลาเหรอ)

นาย ค: เออ ดี เหมือนกัน (ไม่เคยห้ามกันเลยเรื่องเลว ๆ)

จากประโยคสนทนาสั้น ๆ ผมก็จับประเด็นได้ทันทีว่า "เขาจะไปวัด เพื่อไปปล่อยปลากันตอนกลางคืน" เอ๋ย ไปเที่ยวสไตล์ผู้ชายกัน!!!

โดยปกติเวลาไปเที่ยวอย่างว่า ผู้ชายอย่างเรา ๆ มักจะต้องเสียค่าใช้จ่ายกันโดยประมาณ 2,000 บาท +- (ผมเคยทำงานเป็น Country Manager ผมรู้ดี เพราะเวลาผู้บริหารชาวต่างประเทศมาประชุมกันทีไร พอเลิกงานปุ๊บ ก็ต้องแอบแวะไปเสมอ เพียงแต่ว่า หากเป็นชาวสิงคโปร์ จะแอบไปไม่ให้รู้ กลัวเสียฟอร์ม เพราะสร้างเอาไว้เยอะ แต่ถ้าเป็นมาเลเชีย จะไปเฉพาะในกลุ่มที่สนิท ๆ กัน คล้ายคนไทย ส่วนถ้าเป็นอินเดียนี่ แบบว่า อยากก็ไป ไม่มีแอบ ประมาณ กูหื่นแล้ว กูเครียด)

หากเราประเมินว่า การใช้เงิน 2 พันบาท เพื่อแสวงหาความสุข (ระยะสั้น) นั้น มันคุ้มไหม? กับระยะเวลาเพียง 1 - 2 ชั่วโมง สำหรับคนอื่น ผมไม่รู้ แต่สำหรับผมนั้น มันโครตแพงเลย เพราะ

- ทุกวันผมจะใช้เงินกับการรับประทานอาหาร เฉลี่ยมื้อละ 50 - 100 บาท (300 บาท ต่อวัน) ดังนั้น ด้วยจำนวนเงินดังกล่าว ผมสามารถรับประทานอาหารได้เกือบ 1 สัปดาห์ 

- ทุก 2-3 วัน ผมจะใช้เงินประมาณ 200-300 บาท เพื่อซื้อภาพยนต์มานอนดูที่บ้าน (ช่วงหลัง ๆ ดูผ่านยูทูปเอา ประหยัดดี แถมได้ฝึกภาษาอีกต่างหาก) ดังนั้น ผมสามารถดูหนังได้ถึง 8-10 เรื่องเลยทีเดียว สำหรับเงินก้อนนั้น

- ทุกสัปดาห์ผมจะต้องซื้อแอปเปิล (เขียว + แดง) หรือ ผลไม้ตามฤดูกาล ไปให้คุณพ่อ และ คุณแม่ปั่น เพื่อดื่มบำรุงสุขภาพ (ปั่นแบบแยกกาก เพราะฟันท่านไม่ค่อยดีแล้ว) ถ้าเฉลี่ยต่อมื้อ คุณพ่อ และ คุณแม่ผมจะใช้ แอปเปิลประมาณ 4 ลูก เพื่อดื่ม ซึ่งต้นทุนอยู่ประมาณ 120 บาท ต่อวัน ดังนั้น เงินจำนวนดังกล่าว ผมสามารถซื้อผลไม้มาบำรุงคุณพ่อ และ คุณแม่ ได้เกือบ 1 เดือน (เห็นไหม ถูกว่าเยอะเลย )

- ทุกเดือน ผมจะสรรหาวิตามินไปบำรุงสุขภาพ คนในครอบครัว โดยเฉลี่ย เดือนละ 2 พันบาท (ใช้ได้ตั้ง 1 เดือน)

- ทุกเดือน ผมจะเติมน้ำมันรถโดยประมาณ 2 พันบาท (ส่วนใหญ่นอนอยู่บ้าน ไม่ค่อยได้ออกไปไหน)

- ทุก 2 เดือน ผมจะมีงบ เพื่อใช้ทำบุญตามสถานที่ต่าง ๆ ประมาณ 2 พันบาท

- ทุกเดือน ผมจะนำเงินจำนวน 2 พันบาท บริจาคให้กับมูลนิธิฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในชนบท ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ฯ

จากที่กล่าวมาข้างต้น ผมแค่อยากบอกว่า ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่าคุณจะใช้เงิน 2 พันบาท นั้น สร้างความสุขให้กับตัวคุณเอง คนในครอบครัว คนในสังคม หรือ จะเลือกใช้มันไปกับความสุขจอมปลอมเพียงแค่ไม่กี่นาที

ฝากไปคิดนะครับ (สำหรับคุณผู้ชาย) ลองนำเงินที่คิดว่าจะไปเที่ยวอย่างว่า ไปใช้อย่างอื่น โดยเฉพาะกับ บิดา มารดา มันอาจสร้างสุขทางจิตใจให้กับคุณได้มากกว่า ความสุขทางร่างกายก็เป็นได้

ปล. ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ให้เงินแม่เดือนละ 500 บาท (มันบอกไม่มีเงิน) แต่พอไปเที่ยวอย่างว่า 3 พัน ยังบอกไม่แพง ... 


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 10 เมษายน 2557
 

 
ข้อคิดเทรดเดอร์
 
 
เครดิตภาพจาก google

หลายปีก่อน ตอนที่ผมคิดว่า การลงทุนเป็นเพียงการฝากเงินกับธนาคารเพื่อรับผลตอบแทนเล็ก ๆ น้อยๆ แต่บางครั้งผมก็ก้าวข้ามความเป็นจริง และคิดว่า การลงทุนเป็นเหมือนการเล่นหวย (หวังรวย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ) ซึ่งแน่นอน การเก็งกำไรในหุ้นต่ำบาท เป็นสิ่งที่ปราถนาของผมในตอนนั้น แต่สุดท้ายมันก็ไปไม่รอด

ในช่วงชีวิตการทำงาน ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับชาวต่างประเทศ 3 ครั้งด้วยกัน 2 ครั้ง กับชาวสิงคโปร์ และ 1 ครั้ง กับชาวสเปน (อย่าถามว่าพูดภาษาสเปนเป็นไหม เพราะภาษาอังกฤษตอนนั้น ยังใช้ body language อยู่เลย)

สเปน สอนให้ผมเป็นลูกจ้างที่ดี มีระเบียบวินัย และ ความรับผิดชอบ

สิงคโปร์ สอนให้ผมแสวงหาโอกาสในชีวิต ผ่านมุมมองในการทำธุรกิจ

ส่วนคนไทย นะเหรอ ผมคิดว่าเขาพยายามสอนให้ผม "เล่นพรรคเล่นพวก" หรือไม่ก็ "ทุจริตเชิงนโยบาย" ส่วนความสำเร็จนะเหรอ วัดกันที่รายงานในกระดาษ หรือไม่ก็ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ที่แลกมาด้วยการเสียน้ำลายลงบนเท้าของหัวหน้างาน (ประสบการณ์ส่วนตัว โปรดอย่าพยายามขัดแย้ง)

ย้อนกลับมาเรื่องที่น่าจดจำกันดีกว่า

ประโยคแรกที่หัวหน้าชาวสิงคโปร์สอนผม เป็นประโยคที่สุดแสนจะธรรมดาในตอนนั้น แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ จนสมองของความเป็นผู้ใหญ่ของผมเติบโตขึ้น ผมเริ่มเข้าใจกับประโยคที่ว่า "เงินทองลอยอยู่ในอากาศ รอคนฉลาดมาคว้ามันไป" ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ผมไม่คิดเลยว่า ตัวเองจะสามารถนำเอาประโยคที่ฟังจะสุดแสนธรรมดานั้น มาปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิต ในฐานะ "Fulltime Trader" ในอีกหลายปีถัดมา

และไม่น่าเชื่อว่า หัวหน้างานชาวสิงคโปร์อีกนั่นแหละ ที่กระตุ้นให้ผม ลาออกจากงานประจำ เพื่อมาเดินอยู่บนเส้นทางสายการลงทุน เพียงเพราะ "ความเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรมในการทำงาน และการจ่ายผลตอบแทน"

จุดหักเหที่เปรียบเสมือน "ตัวเร่ง" ให้กับผมได้มีโอกาสในวันนี้ คือ "การเอารัดเอาเปรียบของนายจ้าง ที่มีต่อลูกจ้าง" ที่หลายคนมองว่า มันคือความไม่เท่าเทียม แต่สำหรับผมมันคือ "แรงกระตุ้น" ที่ช่วยผลักดันให้ผม "เร่ง" พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น และ มั่นใจมากขึ้น

หลายคนอาจจมอยู่กับความทุกข์ และ เลือกที่จะก้มหน้าก้มตา "ยอมรับ" ตัวตนของตนเองในฐานะลูกจ้าง ที่อาจถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง ซึ่งแน่นอน คุณอาจบอกว่า "มันมั่นคง"

แต่หากคุณยอมสละเวลา พัฒนาตนเองในแบบที่ว่า "ยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาด" คุณอาจพบอะไรดี ๆ เหมือนที่หลายคนเคยได้รับมาก็ได้

ผมไม่ได้ชวนคุณมาเป็น "เทรดเดอร์" เหมือนผมนะ อย่าเข้าใจผิด เพราะผมรู้ว่า สิ่งที่ผมทำนั้น กว่าจะประสบความสำเร็จมันยาก ซึ่งหลายคนอาจทำไม่ได้ในเวลาอันสั้น แต่ผมเชื่อว่า "ทุกคนมีหนทางของตัวเองเสมอ เพียงแต่จะหามันเจอหรือไม่ ก็แค่นั้นเอง"

ที่ผมเกริ่นมานี่ไม่ใช่อะไรหรอก แต่อีกไม่นาน หากแนวคิดด้านการลงทุนของผม "เป็นจริง และถูกต้อง" ความยากลำบากในการใช้ชีวิต เงินเดือนที่ไม่ปรับเพิ่ม ภาวะการตกงาน ข้าวของแพง อาจกำลังมาเยือนคุณในไม่ช้า" แต่ผมไม่รู้ว่าวันไหนน่ะ แต่มันกำลังมาแล้ว ดังนั้น

โปรดใช้ วิกฤตให้เป็นโอกาสซะ ด้วยความหวังดี


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 5 เมษายน 2557
 

 
รู้ช่องทาง ก็รวยได้
 
 
 
เครดิตภาพจาก google
 

เมื่อหลายวันก่อน ผมได้มีโอกาสไปรับประทานอาหารกลางวันกับ นักกฎหมายท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ ด้านการลงทุนที่คบหากับผมมานาน ตั้งแต่สมัยที่รุ่นพี่ท่านนี้ ยังอยู่ แฟลตการเคหะ และ ขับรถ Datsun 120Y เก่า ๆ (ผมยังทำงานสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยอยู่เลย) ซึ่งตรงกันข้ามกับปัจจุบันโดยสิ้นเชิง

ด้วยความสนิทสนมเป็นการส่วนตัว ผมจึงได้รับรู้ว่า "ความสำเร็จ" ในการทำงานของรุ่นพี่ท่านนี้ เกิดจาก การ "ทำงานที่ใช่ กับคน ที่ใช่" ซึ่งต้องขอขยายความดังนี้

ทำงานที่ใช่ หมายถึง ลักษณะงานที่ "ง่าย" และ "ไม่ซับซ้อน" (รุ่นพี่ท่านนี้ เชี่ยวชาญด้านการฟ้องหมิ่นประมาท และ ได้เงินจำนวนมาก จากส่วนแบ่งของ ค่าเสียหาย)

คนที่ใช่ หมายถึง กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ดังนั้น ความมีชื่อเสียง เมื่อมาผูกโยงกับ "มูลค่าความเสียหาย" จึงเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อย

ทำไมถึงเลือกทำงานด้านนี้ คำตอบคือ "การแพร่หลายในโลกของ social network ทำให้เกิด การแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ซึ่งความอิสระนี้ ถ้ามันไม่ไปกระทบกับใคร ก็ไม่มีปัญหาอันใดหรอก แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คำกล่าวหลุดจากใคร แล้วมันไปกระทบหรือพาดพิงกับใครแล้วละก็ หากผู้ที่ถูกกล่าวถึงอยากเอาเรื่อง แค่การ print screen หน้าจอ หรือถ่ายวิดีโอ ก็สามารถนำไปฟ้องร้องให้หมดตัวได้นะครับ"

งานง่าย ๆ แต่ได้เงินดี ... (เลือกเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำได้ดี ก็จะมีเงินเยอะ)

แต่หากคุณนำไอเดียนี้มาปรับใช้กับการลงทุน โดยเลือกเข้าตลาดเฉพาะใน จุดเข้า และ จุดออก ที่มีนัยสำคัญ (ที่คุณคุ้นเคยกับสัญญาณทางเทคนิคนั้น ๆ ดี) และ ไม่เข้าออก ตลาดบ่อยเกินไปแล้วละก็ คุณก็อาจค้นพบแนวทางการลงทุนในอีกหนึ่งรูปแบบ ที่สามารถทำให้คุณ "ได้เงิน มากกว่าเสียเงิน" ก็ได้ ใครจะไปรู้


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 4 เมษายน 2557
 

 
ระวังไว้ ก็ไม่เสียหาย
 
 
 
เครดิตภาพจาก google
 

ผมได้รู้จักกับบุคคล 2 ท่าน ที่เสียชีวิตไปก่อนเวลาอันควร เพราะ "โรคมะเร็งปอด" ตั้งแต่อายุยังน้อย คนแรกเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ที่จุฬาฯ ส่วนคนที่ 2 เป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ผมเคยไปใช้บริการ สมัยยังทำงานประจำอยู่

ท่านนี้ จากโลกนี้ไปด้วยโรคมะเร็งปอด (หลังจากรักษาตัวอยู่ 6 เดือน) โดยมีสิ่งที่ (คาดว่า) เป็นสาเหตุของการเกิดโรค (ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผม) คือ มีเครื่อง printer แบบ Laser ตั้งอยู่ใกล้ตัวเหมือนกัน จึงทำให้เวลาเครื่องฯ ทำงาน อาจสร้างฝุ่นละอองที่อาจเกิดการระคายเคืองกับระบบทางเดินหายใจ จนอาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคดังกล่าว

พฤติกรรมของ 2 ท่านนี้ คล้ายคลึงกัน คือ ท่านแรกเป็นธุรการประจำภาค (นิสัยดี มีน้ำใจมาก) มีหน้าที่ดูแลอาจารย์ในภาควิชาฯ พร้อมประสานงานกับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (ซึ่งบางครั้ง หลาย ๆ ท่านก็ขอความอนุเคราะห์ขอพิมพ์งานอยู่บ่อยครั้ง) จึงทำให้เครื่องพิมพ์ที่วางอยู่ข้าง ๆ ทำงานตลอดเวลา

ส่วนท่านที่ 2 เป็นพนักงานธนาคาร ที่คอยให้บริการลูกค้าอยู่บริเวณ โซนรับเปิดบัญชี ซึ่งก็มี laser printer วางอยู่ข้าง ๆ และทำงานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของผม คือ ทุกคนทำงานอยู่ในห้องแอร์ ที่มีระบบการถ่ายเทอากาศที่ไม่ค่อยดีนัก (ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ) จึงทำให้ละอองผงหมึก ที่พ่นออกมาจากเครื่อง printer ยังคงวนเวียนอยู่ในบรรยากาศรอบตัว จึงทำให้มีโอกาสสูดดมเข้าไปตลอดเวลา

ทำไม laser printer ถึงอันตรายกว่า inkjet 

คำตอบ คือ inkjet อาศัยหัวพิมพ์ในการพ่นหมึกลงไปบนกระดาษโดยตรง (หมึกพิมพ์เป็นน้ำ) ดังนั้น ความคมชัดของการพิมพ์จึงขึ้นกับ ความละเอียดของหัวพ่นหมึก (ไม่มีการฟุ้งของละอองหมึก นอกจาก การซึมบนกระดาษ) แต่ laser printer ใช้หลักการคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือ การให้ความร้อนกับกระดาษ บริเวณที่จะต้องการพิมพ์ (สังเกตุว่า กระดาษจะร้อนตอนพิมพ์เสร็จใหม่ๆ) จากนั้นจึงพ่นละอองของหมึกพิมพ์แบบผงลงไป "เกาะ" กับบริเวณที่โดนความร้อน ส่วนบริเวณที่ไม่โดน ก็จะไม่มีหมึกให้เห็น ซึ่งจากลักษณะการพ่นดังกล่าว อาจจะมี "ละออง" ของผงหมึกส่วนหนึ่ง หลุดรอดและกระจายออกมาตามแรง "เป่า" ของเครื่องระบายอากาศ (เครื่องจะร้อนมาก จึงต้องมีระบบระบายอากาศ สร้างกระแสลมพัดอากศร้อนออกมา เพื่อลดความร้อน) ลอยปะปนไปในอากาศ และ อาจหลุดรอดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนที่อยู่ใกล้ ๆ 

ผมเชื่อว่า หากสูดดมเพียงเล็กน้อย ก็อาจไม่เกิดผลกระทบมากมายนัก แต่ลองคิดดูว่า หากต้องสูดดมอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะภายในห้องแอร์แล้วละก็ ผลจะออกมาเป็นอย่างไร

หลังจากที่ผมได้ข้อสรุปของสาเหตุในเรื่องนี้ ผมได้ทำการอับเปหิ เครื่อง laser ที่อยู่ในห้องทำงานออกไปโดยด่วน เพื่อป้องกัน "โรค" ที่ผมไม่อยากให้มันมาอยู่กับเรา ส่วนคุณเอง พรุ่งนี้ก็รีบไปย้ายตำแหน่ง laser printer ออกไปให้ห่างตัวคุณเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หรือ ไม่ก็เลิกใช้มันไปซะ (แล้วแต่ดุลพินิจของแต่ละท่านนะครับ)

หมายเหตุ หากคิดว่ามีประโยชน์ ก็แชร์เรื่องนี้ให้กับคนที่คุณรักนะครับ ด้วยความหวังดี 


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 24 มีนาคม 2557


 
สังคมอันตราย ต้องระวัง
 
 
 
เครดิตภาพจาก google
 

เมื่อวันก่อน ผมแวะไปซื้อของแถวห้างสะดวกซื้อแถวบ้าน หลังจากจอดรถเสร็จ จึงกดรีโมทเพื่อ lock รถ แต่ปรากฎว่า ระบบ lock ไม่ทำงานเหมือนปกติ ผมจึงเดินเข้าไปใกล้บริเวณประตูคนขับแล้วทำซ้ำอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม (ปกติ เมื่อระบบ lock ทำงาน ไฟเลี้ยวจะต้องกระพริบพร้อมกัน 1 ครั้ง เพื่อยืนยัน)

ผมตัดสินใจใช้ระบบ lock ด้วยกุญแจแทนรีโมท (ปกติใช้แต่รีโมท) จากนั้นจึงเดินเข้าไปซื้อของตามที่ต้องการ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 25 นาที 

หลังจากกลับมาที่รถ ผมสังเกตเห็นผู้ชายรูปร่างสันทัดเดินไป-มา แถวรถ พอผมเดินเข้าไปใกล้ ขายคนนั้นก็ปลีกตัวเดินออกไปทันที

ผมลองใช้ระบบรีโมทเปิดรถตามปกติ แต่พบว่า ยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนขับรถมาถึงที่บ้าน ผมลองทดสอบใช้รีโมทเพื่อ lock รถอีกครั้ง (หากยังใช้ไม่ได้ คิดว่าอาจต้องเปลี่ยนแบตฯ) ผลปรากฎว่า "ใช้งานได้" ตามปกติจนถึงทุกวันนี้

ระหว่างนั่งดู facebook ผมได้เห็นข้อมูลที่เพื่อนๆ แชร์ เกี่ยวกับการโจรกรรมด้วยการแจมรีโมทของกลุ่มมิชฉาชีพ (ส่งสัญญาณจากรีโมทเครื่องอื่น ในระหว่างที่เรากดรีโมท โดยใช้ความเข้มของสัญญาณที่สูงกว่า หรือ ระยะที่อยู่ใกล้กว่า เพื่อไม่ให้สัญญาณจากรีโมทที่เราใช้ สามารถสั่งงานให้รถ lock ได้ ซึ่งผู้ใช้รถทั่วไป อาจไม่เคยสังเกต หรือตรวจสอบรถหลังจากกดรีโมทแล้วว่า lock หรือไม่) ที่เคยออกข่าวครึกโครมเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ผมคิดว่า ในกรณีของผมอาจตกเป็น "เหยื่อ" หรือ "ผู้มุ่งหวัง"

ข้อเสนอแนะ หลังจากกด lock รถด้วยรีโมททุกครั้ง ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า ระบบ lock ของรถได้ทำงานตามเงื่อนไขปกติหรือไม่ (สำหรับรถในบางรุ่น อาจมีสัญญาณเตือน เช่น กด lock ไฟกระพริบ 1 ครั้ง หรือ กด unlock ไฟจะกระพริบ 2 ครั้ง)


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 22 มีนาคม 2557


 
คุณได้ผลตอบแทนกี่ % ต่อปีครับ
 
 
 
เครดิตภาพจาก google

นักลงทุนหลายคน ชอบโทรมาปรึกษา หรือ พูดคุยกับผมบ่อย ๆ หลายคำถามก็ดูน่าสนใจดี แต่บางคำถาม ก็ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนพายเรือในอ่าง แบบไม่ยอมไปไหนเลย ซึ่งหนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ผมมักได้รับ และ เบื่อที่จะตอบ คือ คำถามที่ว่า "แนวคิด Art Trading ที่ผมใช้อยู่นั้น มันได้ผลตอบแทนกี่ % ต่อปีกันแน่"

ผมมักถามกลับ หลังตอบคำถาม หรือ อธิบายเกี่ยวกับคำถามนี้ว่า "หากคุณเที่ยวถามใคร ๆ ถึงผลตอบแทนต่อปีแบบนี้ ในฐานะที่ผมถือว่า การลงทุน เป็นอาชีพ ๆ หนึ่ง ผมจะถือว่าเป็นการเสียมารยาทมาก (ประมาณว่า คุณเที่ยวไปถามคำถามนี้กับคนที่เขาไม่เคยรู้จักหน้ากับคุณมาก่อนเลย ด้วยคำถามทางโทรศัพท์ กับคำพูดที่สุดแทนจะเสียมารยาทว่า "คุณได้เงินเดือนต่อเดือนเท่าไหร่" ครับ) แต่ในทางกลับกัน หากผมพยายามมองโลกในแง่ดี ผมก็อาจประเมินได้เลยว่า คุณเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ (อุปทานไปเอง) แบบพึ่งเดินออกมาจากร้านหนังสือ (ยังไม่ทันเปิดพอร์ตเสร็จเลย แต่ฝันหวานถึงผลตอบแทนเสียแล้ว) พร้อมความฝันที่อยากจะรวยในทันทีที่คุณเพิ่งอ่านคำนำในหนังสือขายฝันในราคาไม่กี่ร้อยบาทจบลง

ในความคิดของผมนั้น คำถามนี้ มักจะออกมาจากคนที่อยู่นอกแวดวงการเทรด หรือ ไม่ก็เป็นพวก ชอบวิเคราะห์ไปเรื่อย หรือ ไม่ก็เป็นพวกชอบวางโมเดลสไตล์ paper trade (ไม่เคยลงทุนจริง ๆ จัง ๆ) แน่ ๆ เลย เพราะ หากนักลงทุนคนนั้นอยู่ในแวดวงการทุนมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป และลงทุนด้วยเงินลงทุนจริง ๆ แล้วละก็ คุณจะรู้จักธรรมชาติของตลาดว่า 

ตลาดจะมีพฤติกรรมอยู่แค่ 2 แบบ เท่านั้น คือ แนวโน้ม (trend) และ Sideways ซึ่งในกรณีที่ 2 นั้น มันไม่เหมาะกับการลงทุนสำหรับคนทั่วไปเลย นอกจาก การลงทุนระยะสั้น ที่บางครั้ง ลามไปถึง เฉพาะการเก็งกำไรเท่านั้น"

ส่วนแบบแรก ก็มีทั้ง แนวโน้ม ขาขึ้น และ แนวโน้ม ขาลง ซึ่งก็มีแค่แบบที่ 1 เท่านั้น ที่นักลงทุนจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่หากเผลอไปลงทุนในช่วงแนวโน้มขาลง (ยกเว้น Futures) และ Sideways แล้วละก็ กำไรที่ได้มาจากช่วงแนวโน้มขาขึ้น ก็อาจมีอันสูญหายไปจากกระเป๋าของคุณอย่างแน่นอน

แต่หากแบ่ง "สัดส่วน" ในแนวคิดที่ง่าย ๆ ว่า ตลาดมีการเคลื่อนไหวอยู่ 3 รูปแบบ คือ แนวโน้มขาขึ้น แนวโน้มขาลง และ Sideways แล้วละก็ ระยะเวลาที่คุณสามารถลงทุนแบบได้รับผลตอบแทนอย่างเต็มปากเต็มคำ ก็น่าจะเป็นเฉพาะ ช่วงแนวโน้มขาขึ้น เท่านั้น (สำหรับคนเล่นรอบใหญ่) 

ดังนั้น หากคุณตั้งคำถามแบบนี้กับคนที่ลงทุนเพื่อหวัง "ส่วนต่างของราคา" และ ไม่สนใจ เงินปันผลเลย ผมว่า "มันวัดกันยาก" เพราะทุก ๆ ไม้ของเทรดเดอร์อย่างผมในการเข้า-ออก ตลาด ไม่เคยมีสักครั้งที่จะมานั่งจด หรือ บันทึกอย่างจริงจัง ว่าเล่นกี่สัญญา เพราะจริง ๆ แล้ว มันขึ้นกับประสบการณ์ล้วน ๆ

แต่ถ้าถามผมว่าจากผลตอบแทนที่ผมได้รับ ณ ปัจจุบัน มันพอกินพอใช้ สำหรับ lifestyle ของผม หรือไม่ ที่ไม่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน ไม่ต้องเปลืองค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าเสียเวลาบนท้องถนน ค่าเสื้อผ้า ค่าซ่อมรถ ค่าภาษีสังคม ค่าตัดผม (อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็นนักลงทุนนะครับ มันเป็นความขี้เกียจส่วนตัวของผมเอง) และ นอกจากนี้ ผมยังมีเวลามากมายในการทุ่มเทให้กับครอบครัวแบบไม่จำกัดแล้วละก็ ผมก็ขอตอบว่า "เหลือ ๆ " ครับ แต่ไม่ใช่ว่าผมจะมาอวดร่ำ อวดรวยน่ะ แต่ที่ทำแบบนี้ได้ เพราะผมปรับการใช้ชีวิตจนเคยชินกับการใช้เงินวันละแค่ 500 บาท ก็เท่านั้นเอง

สุดท้าย ผมขอสรุปแนวคิดการลงทุนของผมให้ฟัง สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า

การวิเคราะห์หลักทรัพย์ทางเทคนิค มันคือความสนุก มันคือ อาชีพ ผมไม่เคยคิดหรอกว่า ได้กำไร หรือ ขาดทุนกี่ % เพราะหากผมเป็นคนที่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายจริง ๆ ผลตอบแทน 200 % ต่อวัน มันก็คงไม่พอใช้หรอกครับ

แต่จากเวลาหลายปี สิ่งทำมาโดยตลอด คือ การยืนหยัดใน "วิถีทางของตัวเอง ในการสร้างและพัฒนาแนวคิดการลงทุนของตัวเองที่เป็น scientific อย่างแท้จริง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ ตัดขึ้น ซื้อ ตัดลงขาย" ซึ่งก็เห็นมาหลายปีมาแล้ว ก็ไม่เคยเปลี่ยนกันสักที


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 8 มีนาคม 2557
 
 

 
ข้อคิดเทรดเดอร์
 
 
 
เครดิตภาพจาก google


ผมเคยตั้งคำถามกับเพื่อนสนิทท่านหนึ่งว่า "นายต้องการเงินเดือน ๆ ละเท่าไหร่ ถึงจะ happy" ซึ่งเพื่อนท่านนั้นก็ตอบมาว่าต้องการสักเดือนละ 100,000 บาท (ตอนนี้เงินเดือน 36,000 บาท) 

คำถามถัดไปของผมคือ เแล้วเมื่อนายได้รับเงินเดือนเท่านั้นแล้ว นายจะทำอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า

1. จะนำเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นไปชำระหนี้ ที่ติดค้างอยู่ให้หมดไปเร็ว ๆ (น่าสนับสนุน)
2. จะนำเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไปซื้อรถคันใหม่ โดยขายรถคันเก่า เพื่อใช้เป็นเงินดาวน์ (สร้างหนี้)
3. จะเก็บเงินซื้อ นาฬิกา Rolex สักเรือน ตามความฝันในวัยเด็ก (สร้างหนี้)
4. จะเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวเสียใหม่ ให้ดูดีกว่าเดิม จะได้เป็นที่ชื่นชมและยอมรับ ของเพื่อนร่วมงาน (สร้างหนี้)
5. ....... บลา ๆ ประมาณวางแผนแต่จะใช้เงิน (สร้างหนี้อีก ไอ้บ้า)

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ถึงแม้เพื่อนคนนี้ จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม แต่หากระบบความคิดยังคงเป็นเหมือนเดิม คือ พยายามสร้างหนี้ก่อนใหม่ (ที่ใหญ่กว่าเก่า) ขึ้นมาอีกอยู่ร่ำไปแล้วละก็ ชีวิตก็ยังคงไม่มีทางดีขึ้นเป็นแน่แท้

ส่วนหนี้ที่ติดค้างอยู่ ณ ปัจจุบัน กับสถาบันการเงิน จากที่ผมสอบถามคร่าว ๆ ก็เป็นหนี้ที่เกิดจาก การจับจ่ายใช้สอย และหมดเปลืองไปกับ สินค้าฟุ่มเฟือย ที่เกิดจากพฤติกรรม รูดบัตรเครดิตแบบสิ้นความยั้งคิด เหมือนที่หลาย ๆ คน ที่ผมประสบมา (รวมถึงตัวผมเองในอดีตด้วยเช่นกัน) ซึ่งผมเชื่อว่า ฐานเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เพื่อนผมคนนี้ ขยายวงเงินในบัตรออกไปอีกไกล จนสร้างมูลหนี้มากขึ้น และ วกกลับมาเป็นหนี้อีกเหมือนเดิม ถึงแม้จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า

บทสรุปเรื่องนี้ สอนให้เรารู้ว่า

"หากยังคิดแย่ ๆ แบบเดิม แล้วจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร"

ผมอยากยกตัวอย่าง ของสิ่งที่ผมกระทำ และ พยายามกระทำอยู่เสมอ คือ

"ยามมีเงิน ก็ใช้เงินเท่ากับ ยามไม่มีเงิน" เท่านั่นแหละ เงินเก็บก็จะเพิ่มพูนขึ้นมาให้เรานำไปต่อยอดอื่น ๆ อีกมากมายครับ


ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading
 
 
เขียนและเผยแพร่ 2 มีนาคม 2557
 

 
 จาก Corsa ถึง E-Class? 
 
 
 
เครดิตภาพจาก google


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับนักลงทุนท่านหนึ่ง ที่เป็นแฟนคลับติดตาม และศึกษาแนวทางสาย Art Trading ผ่านทาง Youtube และ DVD จนมีโอกาสได้ meeting กันในช่วงสั้น ๆ

พื้นฐานของนักลงทุนท่านนี้เป็น "นักบิน" ของสายการบินข้ามชาติ ซึ่งแน่นอน อาชีพนี้ ก็เป็นหนึ่งในวิชาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน อันเนื่องมาจาก รายได้ที่ค่อนข้างดี ความเชื่อถือ และยอมรับในสังคม (โดยเฉพาะกับมุมมองของสาว ๆ หลายคน)

นักลงทุนท่านนี้มีประสบการณ์ในการลงทุนมาแล้วประมาณ 20 ปี (ปัจจุบันอายุ 48 ปี ) และมีแนวคิดด้านการลงทุนแตกต่างจากนักลงทุนที่ผมรู้จักอยู่พอสมควร เพราะ นักลงทุนท่านนี้ ไม่ได้คาดหวังว่า ผลตอบแทนจากการลงทุน จะทำให้เขาร่ำรวย หรือ ต้องการใช้ผลตอบแทนจากการลงทุน เพื่อเพิ่มอัตราเร่งสินทรัพย์ในวันเกษียณ หรือ เพื่อความมั่งคั่งเหมือนคนอื่น แต่... นักลงทุนท่านนี้ ลงทุนเพื่อ สินทรัพย์ที่ด้อยค่า ลงไปทุกวัน นั่นคือ รถนั่นเอง

เนื่องจากวัฐจักรของตลาด มักจะมีช่วงขึ้น หรือ ลงแรง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ทุก ๆ 3-5 ปี (SET) ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นช่วงปลอดภัยในการเล่นรอบ ซึ่งนักลงทุนหลายคนที่อยู่ในตลาดมานานรู้ดี แต่หลายคนกลับยังทำไม่ได้ (ชอบเล่นทุกวัน)

ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 500,000 บาท กับ การลงทุนหุ้น ในช่วง ใกล้เคียงกับ bottom ในแต่ละรอบ (อาจก่อน หรือ หลัง เกิด bottom ก็ได้) และเลือกขายใกล้เคียงกับจุด Topping (อาจขายก่อน หรือ หลังเกิด Topping) กอปรกับการลงทุนในหุ้นที่มีค่า เบต้า สูงกว่า หรือ เท่ากับ ตลาด ทำให้อัตราผลตอบแทนของนักลงทุนท่านนี้ อยู่แถว ๆ 50-100% เสมอ (กำไรเฉลี่ยต่อรอบ เทียบกับระยะเวลาในการถือครอง 6 เดือน ถึง 2 ปี โดยใช้ระยะเวลาการรอคอยในแต่ละรอบ 2-3 ปี)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ลงทุนในตลาด ด้วยเงินเริ่มต้น 500,000 บาท จนถึงปัจจุบัน คือ 10 ล้านบาท นักลงทุนท่านนี้สามารถนำผลตอบแทนจากการลงทุน มาใช้ซื้อรถได้ถึง 5 คัน โดยเริ่มต้นจาก Opel Corsa และมาจบที่ new E-Class (โฉมปัจจุบัน) และที่สำคัญ ซื้อด้วยเงินสดทุกครั้ง

แนวคิดที่ผมชอบในตัวนักลงทุนท่านนี้ คือ รถแต่ละคัน ใช้งานไม่เกิน4- 5 ปี (ปราศจากการซ่อมบำรุง เนื่องจากอะไหล่โดยส่วนใหญ่ ยังคงสภาพดีอยู่) จากนั้นจึงขายเพื่อซื้อคันใหม่ โดยใช้ผลตอบแทน หรือ กำไรจากการลงทุน + เงินที่ได้จากการขายรถคันเก่า มาซื้อรถคันใหม่

ในฐานะนักลงทุนคนหนึ่ง เขามองว่า รายได้จากวิชาชีพนักบิน ก็ดีพออยู่แล้วกับ lifestyle ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไขว่ขว้าหาความร่ำรวยจากการลงทุนในหุ้นสักเท่าไหร่ เพราะเขาเองก็รู้ว่า หากเล่นทุกวันเหมือนเพื่อน ๆ นักบินคนอื่น มันมีความเสี่ยง เพราะอาจได้บ้าง เสียบ้าง ซึ่งในบ้างครั้ง หากไม่เข้าใจพฤติกรรมของตลาดดีเพียงพอ ก็อาจสูญเสียเงินไปกับ ความโลภและความผันผวนก็เป็นได้

ในทางกลับกัน นักลงทุนท่านนี้กลับมองว่า ความผันผวนของตลาด นับเป็นข้อดี ที่ทำให้เงินฝาก และ เงินเก็บในหุ้นระยะยาว หรือ กองทุนที่เขามีอยู่สามารถงอกเงย (ใช้เงินทำงาน) จนสามารถจัดการแปลงเงินที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ไปเป็นพาหนะที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตเขาได้โดยไม่เดือนร้อนมากนัก (เขาบอกว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบรถ และฝันอยากมีรถดี ๆ ไว้ขับ) และด้วยวิธีการดังกล่าว ทำให้เขารู้สึกว่า ไม่เสียดายกับการจ่ายเงินจำนวนมากไปกับ "สินทรัพย์ที่ด้อยค่า" เพราะ แนวคิดการใช้เงินทำงาน ในกรอบระยะเวลาที่นานพอ ทำให้ไม่ต้องเฝ้าตลาด และ มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น

สิ่งที่นักลงทุนท่านนี้ชอบและติดตามแนวคิดด้าน Art Trading และเป็นที่มาของการนัดเจอกัน เพื่อพูดคุยกันในระยะเวลาสั้น ๆ คือ เขาเล่าว่า แนวคิดการลงทุนสไตล์ Art Trading มันง่ายดี และ แนวคิดนี้ สามารถนำมาต่อยอด และ เชื่อมต่อระหว่างองค์ความรู้เดิม กับ องค์ความรู้ใหม่ของเขาได้เป็นอย่างดี ( เท่าที่ทราบ นักลงทุนท่านนี้ อ่านและศึกษาการลงทุนจาก เอกสาร ตำราต่างประเทศมาค่อนข้างมาก) เขาเล่าว่า การศึกษากลยุทธ์การเคลื่อนไหวของกราฟผ่านแนวคิดสาย Art เพื่อระบุสัญญาณชะลอตัวในฝั่งขาลง ควบคู่กับ pattern Star Steps ช่วยแก้ปัญหาที่ติดค้างในใจของเขานี้ให้หมดไป และที่สำคัญมันช่วยลดระยะเวลาการรอคอยในช่วง SW ได้เป็นอย่างดี เพราะการทิ้งเงินในตลาดช่วง SW มันน่าเบื่อจริง ๆ

ฟังดูแล้วน่าสนใจ และ คิดว่า อาจเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เลยนำมาเล่าให้ฟัง



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 
 เขียนและเผยแพร่ 18 กุมภาพันธ์ 2557
 
 

เราต้องการอะไรกันแน่

 

เครดิตภาพจาก google



ถึงแม้ผมจะไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อกระวีกระวาดในการถ่อสังขารตัวเองอย่างเร่งรีบ ฝ่ารถติด แก่งแย่ง เพื่อไปทำงานให้ทัน เพื่ออนาคตในหน้าที่การงาน เพื่อ KPIs หรือเพื่อแบกความอยู่รอดของหน่วยงาน หรือองค์กรไว้บนบ่า เหมือนเมื่อหลายปีก่อน

แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่ในช่วงเช้าเกือบทุกวัน ชงกาแฟลาเต้ร้อนสักแก้ว เพื่อปลุกตัวเองให้ตื่น กับการสัมผัสอากาศในยามเช้าที่เาว่าดีและบริสุทธิ์ เพื่อฟอกปอดให้ผมมีแรงและมีกำลังใจที่จะยืนอยู่บนโลกนี้ให้นานที่สุด และเพื่อเฝ้ามองและปกป้องคนที่เรารัก ให้มีความสุข

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเอง หรือไม่ ว่าบรรยากาศยามเช้าในช่วงนี้ มันเต็มไปด้วยหมอกควันที่ปกคลุมทัศนวิสัยน์การมองเห็น มันบดบังจินตนาการทางความคิด ที่ไม่สามารถทำให้ผมมองบรรยากาศรอบตัวไปได้ไกลเหมือนอย่างเคย เปรียบประมาณเหมือนคนที่ถูกจำกัดมุมมองและความคิด ให้แคบลง

ผมเคยฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้ วัฒนธรรม ความคิด ไปรอบโลก บางครั้งก็แอบจินตนาการไปไกลถึงขอบจักรวาล เพื่อมองหามิตรภาพจากดินแดนอันไกลโพ้น เพื่อสร้างและค้นหามิตรภาพที่ไร้พรมแดน

มันอาจเป็นเรื่องยาก หากหมอกควันนี้ยังอยู่บดบัง มุมมอง ความคิดจิตใจ ขอผมอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป. หมอกนี้มันก็สูญสลายไปในยามสาย เพราะแสงแดดที่ส่องสว่างมาทำลายมันไปเสียสิ้น แต่หากเราพยายามสูดรับหมอกที่หนาทึบนี้เข้ามาภายในจิตใจของเราแล้วละก็ เราอาจสูญเสียมุมมองทางความคิด ที่อาจบดบังมิตรภาพ และการแสวงหาสันติในจิตใจของเราไปตลอดกาล ก็เป็นได้ 



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art trading

 

เขียนและเผยแพร่ 28 มกราคม 2557


อยากเป็นคนรวยจริง ๆ หรือ หาก

 

 

เครดิตภาพจาก google

การเป็นคนรวย หมายถึง ต้องเอาหยาดเหงื่อ แรงงาน ที่คุณอุตส่าห์ลำบาก แลกมาไปซื้อ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มราคาแพง ที่ถูกใครก็ไม่รู้ มาพูดใส่หูเราว่า ดี กว่าเยี่ยม จนทำให้เจ้าของโรงงาน และนักออกแบบที่รวยกว่าเรา รวยขึ้นไปอีก

การเป็นคนรวย หมายถึง ต้องขับรถคันโก้ ราคาแพง ที่ต้องจ่ายค่าดูแลรักษา มากกว่า รถโดยทั่วไป แล้วปล่อยให้ นายทุนชาวต่างชาติ ขนเงินออกนอกประเทศ โดยไม่คำนึงว่า ทำไมเราถึงยังไม่สามารถผลิตรถที่เป็นของเราเองได้ ทั้งที่เราเป็นแหล่งผลิต และส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลก

การเป็นคนรวย หมายถึง ต้องอยู่บ้านใหญ่โต ราคาแพงที่ต้องใช้เฟอร์นิเจอร์มาประดับตบแต่งมากมาย จนบางครั้ง อาจแพงเกินกว่า ราคาบ้าน เพียงเพื่อให้เจ้าของธุรกิจก่อสร้าง เจ้าของโรงงาน และศิลปินบางคน รวยขึ้นไปอีก

การเป็นคนรวย หมายถึง ต้องกินอาหารราคาแพง หรูหรา ดูมีชาติตระกูล ทั้งที่รู้ว่าต้นทุนจริง ๆ ไม่กี่บาท ในขณะที่ยังมีเพื่อนร่วมโลกอีกมาก ที่ยังขาดอาหาร และ ยารักษาโรค 

การเป็นคนรวย หมายถึง ต้องใช้สินค้าไฮเทค ให้ดูหรู ดูดี เพื่อไว้อัพ status ทั้งที่รู้อยู่ว่า ราคาที่เราซื้อ กับ ต้นทุนการผลิต ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เราก็ยังยินดี ส่งเสริมสินค้าเหล่านี้ เพื่อให้บางประเทศ ที่เคยล้าหลังกว่าเรา กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

ค่านิยมบางอย่าง ของการเลียนแบบ "คนรวย" อาจเป็นการสร้างคุณค่า หรือ ค่านิยมที่ผิด ๆ ให้คนทั่วไป อย่างคุณ หรือ ผม ทำตาม คล้ายกับ ธุรกิจขายตรง ที่ยิ่งทำ ก็ยิ่งส่งเสริมให้ "คนรวย" เหล่านั้น ยิ่งรวยขึ้นไปอีก ก็เป็นได้

ชีวิตเรา เราออกแบบเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาชี้นำ



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 6 มกราคม 2557

 


 

ข้อคิดเทรดเดอร์

 

เครดิตภาพจาก google


ในยามที่ "หุ้นตก" และ เราขาดทุนจนท้อ และ แทบอยากจะเลิกเดิน ในหนทางที่เราคิดว่าใช่ แต่ในขณะที่เรากำลังท้อ และกำลังคิดหันหลังให้กับทางเดินสายนี้ เราอาจได้ยินคำว่า

"ไม่เป็นไรหรอก โอกาสยังมี ยังไง ค่อย ๆ ศึกษาหาจังหวะที่เหมาะสมครั้งหน้านะ อย่าท้อ" ซึ่งคำๆ นี้ หรือ ประโยคนี้ มักจะหลุดออกมาจากปาก "เพื่อนแท้" หรือ คนที่ "รักเรา" จริง ๆก็เป็นได้ แต่ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้าม คุณอาจได้ยินคำว่า

"กูว่าแล้ว" "มึงมันโง่" "เลิกไปเลยมึง" ซึ่งอาจเป็นคำที่คุณ ไม่เคยคิด และ ไม่คาดฝัน ว่าคำเหล่านี้จะออกจากปากของคนที่ คุณคิดว่า เป็น "เพื่อน" หรือ "คนรัก" ก็เป็นได้

ลองสำรวจตัวคุณเองดูนะครับว่า ในยามหุ้นตก คุณเจอเพื่อนประเภทไหนบ้าง เผื่อคุณอาจตัดสินใจ หรือ เปลี่ยนแนวคิด ในการคบคน ก็เป็นได้

ปล. ก็เพราะคำที่ออกมาจาก "เพื่อนแท้" และ คนที่ "รักเรา" ที่คอยเป็นกำลังใจให้สู่ต่อ จึงทำให้ผมรอดพ้นวิกฤตทางจิตใจมาได้ทุกครั้ง จนมีวันนี้



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 3 มกราคม 2557

 


 

ที่มาของ pattern A

 



ในสมัยก่อน ตอนที่ผมเริ่มสนใจ แนวคิดด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์ทางเทคนิคอย่างจริงจัง จนพอที่จะจำแนกแยกแยะได้ว่า หากต้องการเรียนรู้ การใช้งานกราฟแท่งเทียนให้ประสบความสำเร็จ นักลงทุน จำเป็นที่จะต้องศึกษาสัญญาณที่แสดงผ่านกราฟแท่งเทียน ซึ่งหลักๆ มีอยู่แค่ 2 ประการ คือ 1. รูปแบบของสัญญาณประเภท continuation 2. สัญญาณประเภท reversal

ซึ่งต่อมาจากการศึกษาและนั่งวิเคราะห์กราฟอย่างหนักมาหลายปี ผมสามารถลดรูปแบบของการ reversal ให้เหลือรูปแบบเดียว คือ pattern A ซึ่งในสมัยก่อน pattern ดังกล่าว ไม่ได้สามารถใช้งานได้ดี เหมือนเช่นในปัจจุบัน เพราะ

ในสมัยก่อน ผมมุ่งเน้น ไปที่การวิเคราะห์สัญญาณด้านเดียว คือ แรงขาย (กรณีกราฟทดสอบแนวต้าน) และ แรงซื้อ (กรณีกราฟทดสอบแนวรับ) จากนั้นจึงใช้หลัก ที่ว่าด้วย การเปรียบเทียบข้อมูลในอดีต กับ ปัจจุบัน สามารถใช้พยากรณ์อนาคตได้

ประเด็นปัญหา คือ ผมพบข้อผิดพลาดจากโมเดลนี้ เยอะมาก ขณะที่พยายามจะนำโมเดลดังกล่าวไปใช้งาน จนผมพบความจริงที่ว่า

การวิเคราะห์ แรงซื้อ (ที่แนวรับ) และ แรงขาย (ที่แนวต้าน) แต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างโมเดลการวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพได้ เพราะพบจุดบกพร่องเยอะมาก แต่หากเรารู้จักการวิเคราะห์สมดุลระหว่างการเปลี่ยนรูปของ แรงซื้อ และ แรงขาย ในจังหวะและโอกาสต่าง อาจเป็นที่มาของโมเดลที่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ ชื่อเล่น ของ pattern A ในช่วงหลัง ที่ผมมักเรียกว่า "ตาชั่งแห่งความมั่งคั่ง" ซึ่งมีแนวคิดมาจาก การเปรียบเทียบ แรงซื้อ หรือ แรงขาย ณ ตำแหน่ง แนวรับ หรือ แนวต้านที่มีนัยสำคัญ 

ประเด็นปัญหานี้ถูกเชื่อมโยงไปหารูปแบบการวิเคราะห์กราฟในภาพที่ใหญ่ขึ้นในระดับ pattern จนเป็นที่มาของแนวคิด การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบของ demand และ supply ในปัจจุบัน

การมีข้อมูลเฉพาะ แรงซื้อ หรือ แรงขาย แต่เพียงอย่าง อาจไม่ตอบโจทย์ หรือ สร้างโมเดลการวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ และมีความผิดพลาดต่ำขึ้นมาได้ 



ธิติ ธาราสุข, Fulltime Trader, Founder of Art Trading

 

เขียนและเผยแพร่ 29 ธันวาคม 2556


 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Chart Master

โทรศัพท์ :  089 012 3579
อีเมล : thiti@technicalday.com
เว็บไซต์ : www.chart-master.com, www.technicalday.com

 

facebook : www.facebook.com/chartmaster
** คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและรายละเอียดประกอบการลงทุนอย่างรอบคอบ ก่อนพิจารณาลงทุน ทาง Chart Master ดำเนินบทบาทในฐานะผู้สอน โดยทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาความรู้และทักษะของนักลงทุนจากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในตลาดการลงทุนประเภทต่างๆ โดยมิได้มีหน้าที่ในการเป็นนายหน้าในการให้คำแนะนำซื้อขายหลักทรัพย์ หรือตราสารอนุพันธ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น ผลลัพธ์ของการลงทุนในตลาด ขึ้นกับระดับความสามารถ และทักษะของแต่ละบุคคล รวมถึงสถานการณ์ตลาดในแต่ละช่วง นอกจากนี้ ผลงานในการลงทุนในอดีต มิได้การันตีผลงานการเทรดในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา Chart Master ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงวัน เวลา สถานที่ในการอบรมตามความเหมาะสม และ ไม่มีนโยบายคืนค่าธรรมเนียม และขอสงวนสิทธิ์ผู้ลงทะเบียนที่ไม่สามารถเข้าเรียนตามวัน เวลา ที่ได้ลงทะเบียนไว้ ยกเว้นกรณีแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอเลื่อนอย่างน้อย 7 วัน และไม่เกิน 2 รุ่น ในหลักสูตรนั้นๆ